You Are Here: Home » Article, Inter Article, Inter News, MBA Inter, MBA Knowledge, Study Abroad, What's Up » ปี 2020 เลือกเรียนต่างประเทศหลักสูตรไหนดี MBA หรือ EMBA?

ไม่ว่ายุคไหน MBA ก็ยังคงเป็นหลักสูตรยอดนิยมระดับโลก ทั้งๆ ที่มีการแข่งขันสูงมากและค่าเล่าเรียนที่สูงมากตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตร MBA ให้เลือกเรียนมากกว่า 2,500 หลักสูตรทั่วโลก และส่วนใหญ่สอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมด

และหนึ่งในหลักสูตร MBA ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ EMBA (Executive MBAs) ซึ่งถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่เป็นการลงทุนที่จัดว่าคุ้มค่าที่สุดสำหรับการสร้างอนาคต โดยหลักสูตรนี้สามารถตอบโจทย์การทำงานด้านบริหาร ผู้จัดการ เจ้าของกิจการ รวมถึงผู้นำด้านธุรกิจในสาขาต่างๆได้อย่างครอบคลุม

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับหลักสูตรนี้กันก่อนดีกว่า…

1. หลักสูตร MBA และ EMBA เหมาะสำหรับใคร

EMBA ย่อมาจาก Executive Master of Business Administration ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหลักสูตรนี้มีความคล้ายคลึงกับหลักสูตร MBA ทั่วไป แต่ต่างตรงที่หลักสูตร EMBA ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพโดยเฉพาะ เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือ เจ้าของธุรกิจ และเนื่องด้วยบุคคลกลุ่มนี้ทำงานค่อนข้างอิสระ นักศึกษา EMBA จึงสามารถเข้าเรียนตอนเย็นหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ และสามารถเรียนจบหลักสูตรนี้ได้ภายใน 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น

นักเรียน EMBA ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 32 ถึง 38 ปี ในขณะที่อายุเฉลี่ยของนักศึกษา MBA อยู่ระหว่าง 24 ถึง 30 ปี

2. ตารางเรียนและระยะเวลาเรียน

ตารางเรียนของหลักสูตร MBA นั้นจะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าหลักสูตร EMBA เนื่องจากนักศึกษา MBA ส่วนใหญ่ล้วนเรียนแบบเต็มเวลา (full-time) และมีตารางเรียนแบบอัดแน่น ทำให้นักศึกษาที่ทำงานประจำควบคู่กับการเรียน MBA ไปด้วยจะค่อนข้างลำบาก ซึ่งมักใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 2 ปี ตลอดหลักสูตร แต่อาจเพิ่มระยะเวลาเรียนเป็น 3-4 ปี หากเลือกเรียนแบบนอกเวลา (part-time)

3. เกณฑ์การรับสมัคร

หลักเกณฑ์ในการรับสมัครต่อไปนี้เป็นข้อกำหนดที่พบได้บ่อยที่สุดในหลักสูตรบริหารธุรกิจทั่วโลก

หลักเกณฑ์ในการเข้าศึกษาหลักสูตร MBA

  • ต้องมีประสบการณ์การทำงาน(จบปริญญาตรี) อย่างน้อย 3 ปี
  • หากมีประสบการณ์ในระดับหัวหน้างานจะพิจารณาเป็นพิเศษ
  • คะแนน GMAT (600 หรือสูงกว่า)
  • คะแนน IELTS – ต่ำสุดเฉลี่ย 7.0 หรือมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำ 100 คะแนนในการสอบด้วยระบบอินเทอร์เน็ต (Internet-Based Test) และ 600 คะแนน ในการสอบแบบกระดาษ (Paper-Based Test)

หลักเกณฑ์ในการเข้าศึกษาหลักสูตร EMBA

  • ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 6.5 ปี (โดยส่วนใหญ่ผู้เรียนหลักสูตรนี้จะมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี)
  • หากมีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการจะพิจารณาเป็นพิเศษ (บางหลักสูตรต้องการประสบการณ์ในระดับผู้นำองค์กรอย่างน้อย 3 ปี)
  • ต้องมีคะแนน GMAT หรือ GRE 600 – 740คะแนน
  • คะแนน IELTS – ต่ำสุดเฉลี่ย 7.0 หรือมีคะแนน TOEFL ขั้นต่ำ 100 คะแนนในการสอบด้วยระบบอินเทอร์เน็ต (Internet-Based Test) และ 600 คะแนน ในการสอบแบบกระดาษ (Paper-Based Test)
  • หลักเกณฑ์อื่นๆที่จะทำให้ผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนในแต่ละหลักสูตร ยังรวมถึงความสามารถในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ตลอดจน Resume ของผู้สมัครเองอีกด้วย

หลักเกณฑ์อื่นๆที่จะทำให้ผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนในแต่ละหลักสูตร ยังรวมถึงความสามารถในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ตลอดจน Resume ของผู้สมัครเองอีกด้วย

4. เนื้อหาหลักสูตร MBA และ EMBA

วิชาในหลักสูตร MBA ส่วนใหญ่ ซึ่งหมายรวมถึงวิชาพื้นฐาน เช่น บัญชี เศรษฐศาสตร์ การตลาด และวิทยาการจัดการ รวมถึงหลักสูตรวิชาเลือกที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับความรู้เพิ่มเติมตามสาขาวิชาที่สนใจ หรือตรงกับสายอาชีพของตนเอง ซึ่งบางหลักสูตรนักศึกษาอาจได้เข้าไปฝึกงานในบริษัท หรือ องค์กรที่จะนำไปสู่โอกาสในการเข้าทำงานที่นั่นหลังศึกษาจบหลักสูตรอีกด้วย

นอกจากนี้นักศึกษาหลักสูตร MBA สามารถเลือกเรียนวิชาเฉพาะที่สร้างความเชี่ยวชาญในงานเฉพาะทาง เช่น การดูแลสุขภาพ การจัดการด้านกีฬา การบริการต่างๆ ได้อีกด้วย

โดยทั่วไปวิชาเรียนในหลักสูตรสำหรับ EMBA นั้นจะคล้ายกับหลักสูตร MBA แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องความรวดเร็วของระยะเวลาในการเรียน และเพิ่มเติมการศึกษาในเนื้อหาวิชาที่ลงลึกเฉพาะด้าน เช่น วิชาสำหรับผู้ประกอบการ การเงิน การจัดการ การตลาดและการจัดการเชิงกลยุทธ์

5. ค่าเล่าเรียนของ MBA และ EMBA

ค่าใช้จ่ายของการเรียนหลักสูตร EMBA นั้นจะแตกต่างไปตามแต่ละสถาบัน แต่โดยทั่วไปจะสูงกว่าหลักสูตร MBA ทั่วไป แต่ในหลายสถาบันก็พร้อมที่จะมอบทุนการศึกษาให้ผู้สนใจด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับหนึ่งที่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการเรียน MBA คือ การสมัครเรียนในหลักสูตรที่สามารถเรียนจบได้ภายใน 1 ปี แทนหลักสูตรการเรียน 2 ปี

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาหลักสูตร MBA (โดยเฉลี่ย)

 ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 50,000 USD
สำหรับค่าเล่าเรียนนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 20,000 USD สำหรับค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับที่อยู่ของคุณด้วย
 ในสหราชอาณาจักร ประมาณ 15,000 GBP(ปอนด์)
 ประเทศอื่นๆในยุโรป อยู่ที่ประมาณ 36,000 – 65,000 USD

อย่างไรก็ตามยังมีสถาบันที่สอนหลักสูตร MBA ในยุโรป ซึ่งมีค่าเล่าเรียนประมาณ 15,000 – 36,000 USD อยู่เช่นกัน

ค่าใช้จ่ายหลักสูตร EMBA (โดยเฉลี่ย)

 ในสหรัฐอเมริกา: 160,000 USD
อย่างไรก็ตามคุณยังพอหาหลักสูตร EMBA ที่มีค่าเล่าเรียนประมาณ 50,000 USD ได้
 ในสหราชอาณาจักร: 18,000 GBP(ปอนด์)
 ประเทศอื่นๆในยุโรป อยู่ที่ประมาณ 21,000 – 29,000 ยูโร

จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนค่อนข้างสูงมาก แต่หากคำนวณกลับเป็น ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน)แล้วนั้น จะมีระยะคืนทุนอยู่ที่ 4-7 ปี โดยประมาณ

เลือกเรียนอะไรดี ระหว่างหลักสูตร MBA และ EMBA

ตัวช่วยในการตัดสินใจ

หลักสูตร MBA จะมีตารางเวลาเรียนที่แน่นอน ต่างจาก EMBA ที่จะเข้าเรียนในช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์
 ด้านความยืดหยุ่นของหลักสูตรและเวลาเรียน ทำให้นักศึกษา EMBA สามารถเรียนและทำงานควบคู่กันได้ง่ายกว่า
นักศึกษา MBA มีโอกาสเลือกเรียนในวิชาเลือกที่หลากหลายกว่าเมื่อเทียบกับนักศึกษา EMBA
 ด้วยความที่นักศึกษา EMBA มักจะไม่มีวิชาเลือก จึงสามารถเรียนจบหลักสูตร EMBA ในระยะเวลาเท่าๆ กับหลักสูตร MBA

ดังนั้นการที่คุณจะเลือกเรียนในหลักสูตรใด ควรพิจารณาจาก สถานการณ์ และเป้าหมายในชีวิตที่คุณต้องการ โดยต้องมีความเหมาะสมกับตัวคุณเองที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะเรียนหลักสูตร MBA หรือ EMBA ก็ตามล้วนเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป และจะช่วยสร้างโอกาสในการทำงานและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในชีวิตของคุณได้เช่นกัน

อ้างอิง : https://www.mastersportal.com/articles/1799/mba-vs-emba-degrees-deciding-which-business-degree-to-study-abroad-in-2020.html

แปลและเรียบเรียง : ดรัลพัชร์ จิวมงคลชัย

———————————-

รวมหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยรัฐบาล

รวมหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยเอกชน

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook