You Are Here: Home » Article, Inter Article, MBA Inter, MBA Knowledge » ทำไม B-School อยากรับผู้หญิงเข้าเรียนเพิ่ม

ทำไม B-School อยากรับผู้หญิงเข้าเรียนเพิ่ม

Why B-Schools Struggle to Enroll More Women

Why B-Schools Struggle to Enroll More Women

ทุกวันนี้การเข้าเรียนต่อในโรงเรียนแพทย์และโรงเรียนกฎหมายนั้นมีจำนวนผู้สมัครหญิงมากพอๆกับผู้ชาย แต่ทว่าสัดส่วนการสมัครเข้าเรียน MBA ของผู้หญิงนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงมากกว่า 37.2% ในทศวรรษที่ผ่านมานี้เลย จากการสำรวจของ AACSB (สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีทั่วโลก) พบว่าสถาบันเรียนต่อระดับปริญญาโทมากกว่า 100 แห่ง ที่จัดหลักสูตร full-time MBA นั้นมีความเหลื่อมล้ำในเรื่องจำนวนนักศึกษาหญิงชาย

เมื่อเดือนสิงหาคม มีการชุมนุมระหว่างผู้นำจำนวน 150 คนจากท็อป B-School ที่ทำเนียบขาว โดยมีการลงนามพันธะสัญญาร่วมกันในการผลักดันให้มีการส่งเสริมให้ผู้หญิงสมัครเรียน โดยปลูกฝังผู้ที่จะมาเป็นนักศึกษาในอนาคตโดยการให้ความสำคัญทางด้านการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนทางด้านการเงิน Betsey Stevenson นักเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ให้กับประธานาธิบดีโอบามา และช่วยจัดการประชุมสุดยอดผู้นำในเดือนสิงหาคมให้ความเห็นว่า “เมื่อ B-School ละเลยการสนใจกลุ่มนักศึกษาหญิงซึ่งมีสัดส่วนสูง นั่นก็เท่ากับว่า B-Schoolเหล่านั้นกำลังจะสูญเสียบัณฑิตวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติดีเด่นจำนวนมหาศาล”

โดยเหล่าคณบดีจากสถาบันอื่นๆ กล่าวว่า B-School ประสบปัญหาในเรื่องของเวลา ซึ่งมีความแตกต่างกับโรงเรียนกฎหมายและโรงเรียนการแพทย์ที่จะรับสมัครนักเรียนทันทีหลังจากที่นักเรียนเรียนจบวิทยาลัย ในขณะที่หลักสูตร full-time MBA นั้นถูกออกแบบมาเพื่อคนที่เป็นมืออาชีพ โดย B-School ชั้นนำส่วนใหญ่จะสนใจแต่ผู้สมัครที่มีประสบการณ์ทำงานประมาณ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งหมายความว่านักศึกษา MBA จะมีอายุเฉลี่ย 30 ปีเมื่อจบการศึกษา จากข้อมูลของ Bloomberg แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงในศตวรรษที่ 20 ที่คิดว่าตัวเองจะต้องการมีบุตรนั้นอาจจะรู้สึกว่าพวกเขาควรจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานมากกว่าที่จะมาใช้เวลาเรียนต่ออีก 2 ปี “มันเป็นวิถีของคนที่ทั้งมีบุตรไปด้วย และทำงานไปด้วย ซึ่งเราก็จะเห็นผู้หญิงไม่อยากออกจากงาน” คณบดีของ ASU’s WP Carey School of Business กล่าว

Why B-Schools Struggle to Enroll More Women

การกำหนดประสบการณ์ทำงาน 5 ปี อาจส่งผลให้ผู้หญิงตัดสินใจเลือกเรียนต่อก่อนมีบุตรน้อยลง

จากรูปภาพเป็นข้อยืนยันว่าการลดคุณสมบัติที่จำกัดเรื่องประสบการณ์ทำงานของผู้สมัครจะช่วยให้มีสัดส่วนของผู้หญิงในห้องเรียนมากขึ้น โดย B-school ของ George Washington University มีการกำหนดประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ 2 ปี และ 41%ของนักศึกษา MBA ทั้งหมดเป็นผู้หญิง ไม่ต่างจากสัดส่วนชายหญิงในหลักสูตรเฉพาะ เช่น สายงานบัญชีและการตลาด ซึ่งไม่ค่อยมีการกำหนดประสบการณ์ทำงานใดๆ

“หากเราตัดสินใจที่จะให้ผู้หญิงเรียนต่อ B-school เลยทันทีที่จบวิทยาลัย เราก็ไม่ต้องมาตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องรับนักศึกษาหญิงเพิ่ม” Sarah Fisher Gardial, คณบดีของ University of Iowa’s Tippie College of Business กล่าว ในขณะที่คณบดีของสถาบันอื่นแย้งว่า “การรับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เนื่องจากนักศึกษาจะได้เรียนรู้ก็ต่อเมื่อทุกๆคนในห้องเรียนเอาประสบการณ์ทำงานของแต่ละคนมาแชร์กัน” Fisher Gardial กล่าว

การที่พยายามจะทำให้ผู้หญิงเอาเวลาช่วงทำงานไปเรียน MBA นั้น B-school ชั้นนำได้หาวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายการมีจำนวนผู้สมัครหญิงที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2015 MBA programs กว่า 36 หลักสูตร รวมตัวกับ Forté Foundation ซึ่งเป็นกลุ่มสหภาพของ B-school และเป็นองค์กรที่ผลักดันให้ผู้หญิงเข้ามาในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยมีการให้ทุนการศึกษา 18.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มจาก 5.6 ล้านดอลล่าร์ในปี 2010

อ้างอิง : http://www.bloomberg.com/news/articles/2016-03-17/why-b-schools-struggle-to-enroll-more-women

———————————————–

บทความอื่นๆ

รวมหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยรัฐบาล

รวมหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยเอกชน

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

 

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook