You Are Here: Home » Financial, Top Article » ‘กองทุนรวม’ ต้องแปลงเงินฝาก…สู่เงินลงทุน

money

โบรกฯ แนะนักลงทุนที่หวังผลระยะยาว ต้องเลือกใช้ “กองทุนรวม” เป็นเครื่องมือลงทุน เพื่อการเติบโตในระยะยาวแบบยั่งยืน

“กองทุนรวม” ของไทยมีโครงสร้างส่วนใหญ่กว่า 60% เป็น “กองทุนตราสารหนี้” ในขณะที่มี “กองทุนหุ้น” ประมาณ 20% เท่านั้นอีกทั้งฐานการเติบโตมาจากกลุ่ม “ลูกค้าเงินฝาก” ภาพการเติบโตจึงขึ้นกับทิศทางของแบงก์ว่าจะบริหารจัดการเงินฝากในขณะนั้นอย่างไรด้วย

การสร้าง “วัฒนธรรมการลงทุน” ให้กับผู้มีเงินออมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมกองทุนโดยรวม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวมาฝากกัน

@ ขยับเงินฝากสู่เงินลงทุน เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) บอกว่า ปัจจุบัน “เงินออม” ส่วนใหญ่ของนักลงทุนยังอยู่ใน “เงินฝากแบงก์” ซึ่งหากมองไปในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้เมื่อหักด้วยอัตราเงินเฟ้อในระยะยาวอาจจะทำให้เงินออมของนักลงทุนโตไม่ทันและอาจจะไม่เพียงพอที่จะใช้สำหรับชีวิตหลังเกษียณได้ สิ่งสำคัญคือการพยายามให้ความรู้และทำความเข้าใจกับผู้มีเงินออมเหล่านี้ให้หันมาสนใจ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” เพื่อบรรลุเป้าหมายการเงินของตัวเองอย่างเหมาะสม ซึ่งคงจะต้องพยายามทำกันต่อไป เช่น เป้าหมายระยะยาวในเรื่องการเกษียณ เป็นต้น แทนการพยายามมุ่งหาทรัพย์เพื่อลงทุนไปในแต่ละช่วงเวลาก็ควรหันมาสนใจในการจัดสรรเงินลงทุนแทน คือ ไม่ใช่มีแต่เงินฝาก แต่ควรจะมีสัดส่วนของตราสารหนี้และหุ้นผสมเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าและจะช่วยให้การลงทุนของนักลงทุนมีกรอบการลงทุนที่ชัดขึ้นด้วย

“ปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโปรดักท์เงินฝากประจำของแบงก์อาจจะเป็นโปรดักท์ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งหวังใจว่าจะช่วยให้นักลงทุนได้เข้ามาเรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวม อาจจะเริ่มจากโปรดักท์ที่เสี่ยงน้อยเช่นตราสารหนี้ก่อน ในอนาคตเมื่อเห็นประโยชน์ก็อาจจะค่อยขยับมาสู่กองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับนักลงทุนเป็นสำคัญในเรื่องของแนวคิดในการจัดสรรเงินลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่นักลงทุนต้องการ”

@ การเติบโตที่ยั่งยืนควรมาจากโปรดักท์การลงทุน โดย ฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กรุงศรี มองว่า โครงสร้างธุรกิจกองทุนรวมของไทยที่ส่วนใหญ่เป็นกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) นั้น ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์เองนั้นอาจจะยังไม่นับเป็นโปรดักท์ในการลงทุน ซึ่งโปรดักท์ในการลงทุนคงต้องมุ่งผลในระยะยาวไม่ว่าจะหุ้นหรือตราสารหนี้ นั่นทำให้การเติบโตของกองทุนรวมไทยค่อนข้างเหวี่ยงไปมาด้วยเช่นกัน ในช่วงที่แบงก์ไม่แข่งเงินฝากแล้วเงินฝากไหลเข้ามาในกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) กองทุนก็โตมากหลายสิบเปอร์เซ็นต์หรือพอแบงก์แข่งเงินฝากกองทุนรวมก็ไม่โต เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวอย่างที่ควรจะเป็น แต่หากนักลงทุนเข้าใจและหันมาลงทุนในโปรดักท์การลงทุนจริงๆ กองทุนรวมก็จะมีแนวโน้มเติบโตไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาวจากเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปทุกปีรวมทั้งผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ลักษณะการเติบโตจะไม่หวือหวาแต่จะค่อยๆ เติบโตไปคล้ายกับการเติบโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน

“ถ้านักลงทุนมีความเข้าใจ (Understand) ในแนวคิดการลงทุนซึ่งมุ่งผลในระยะยาว และมีการนำมาปฏิบัติจริง (Action) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนของตัวเองที่ตั้งใจไว้ โดยเลือกใช้กองทุนรวมซึ่งเป็นเครื่องมือในการลงทุนให้เกิดประโยชน์ ก็จะสามารถทำให้กองทุนรวมสามารถที่จะเติบโตในระยะยาวแบบยั่งยืนได้เช่นกัน”

โปรดักท์แบบกองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund) หรือกองทุนทริกเกอร์ ฟันด์ (Trigger Fund) อาจจะเป็นโปรดักท์ที่ทำให้นักลงทุนได้เข้ามาเรียนรู้การลงทุนแต่ยังไม่สามารถเรียกว่าโปรดักท์การลงทุนได้พอครบอายุนักลงทุนก็จะนำเงินกลับไปฝากแบงก์เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนอื่นต่อไปในลักษณะของการวิ่งหาสินทรัพย์เพื่อลงทุนเป็นรอบๆ ไป ซึ่งไม่สามารถทำให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนได้ นอกจากนักลงทุนจะเข้าใจแล้วมาลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นทั่วไปหรือกองทุนตราสารหนี้ทั่วไปในลักษณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกับให้ความรู้และทำความเข้าใจให้กับนักลงทุนต่อไป เวลานักลงทุนลงทุนไม่ควรมองแต่เรื่องของ “ผลตอบแทน” แต่ควรใส่ใจในเรื่องของ “ความเสี่ยง” ด้วยเช่นกัน การจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงปรับตัวดีขึ้นด้วย

@ ไม่มีสินทรัพย์ใดจะให้ผลตอบแทนดีสุดตลอดเวลา เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กรุงศรี ยอมรับว่า นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการลงทุนที่มองภาพ “ระยะสั้น” ไม่ได้มองการลงทุนใน “ระยะยาว” อย่างที่ควรจะเป็น จะมองหาสินทรัพย์ที่ดีในแต่ละปีซึ่งในความเป็นจริงในประเทศไทยเองก็ไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่จะให้ผลตอบแทน “ดีที่สุด” ในทุกภาวะเศรษฐกิจ หากย้อนมองดูผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในไทยย้อนหลังในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ก็จะตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุดมากที่สุด 7 ปี ทองคำ 5 ปี พันธบัตรรัฐบาล 2 ปี และเงินฝาก 1 ปี การพยายามวิ่งหาสินทรัพย์ที่ดีที่สุดเพื่อลงทุนในแต่ละปีอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีและไม่ตอบโจทย์การลงทุน แต่ควรจะ “จัดสรรเงินลงทุน” กระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมมากกว่า

หากมองไปในระดับโลกในสินทรัพย์แต่ละประเภทก็ยังคงสะท้อนความจริงในเรื่องนี้เช่นกันว่าไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมาหุ้นตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 4 ปี หุ้นจีน 4 ปี หุ้นญี่ปุ่น 3 ปี และตราสารหนี้โลก 4 ปี และยังพบว่าในช่วงที่หุ้นไม่ดีการลงทุนในตราสารหนี้โลกจะให้ผลตอบแทนที่ดีและน่าจะมีจัดสรรไว้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยเช่นเดียวกัน

“นักลงทุนสถาบันเองก็จะมีการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมและเน้นลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ ในปีนี้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีต่อเนื่องและหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนในช่วงวงจรเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยบริษัทแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในตราสารหนี้ 30% หุ้นไทย 20% หุ้นสหรัฐ 10% หุ้นยุโรป 20% หุ้นญี่ปุ่น 10% และหุ้นจีน 10% เพราะหุ้นจีนเองก็ให้ผลตอบแทนแย่สุดต่อเนื่องมา 4 ปี แล้ว ก็มีโอกาสในการฟื้นตัวเช่นกัน”

ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจและสามารถต่อยอด “เงินออม” สู่ “เงินลงทุน” เพื่อผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวของตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

——————————————————

บทความที่น่าสนใจ

มหาเศรษฐีไทย มหาเศรษฐีโลก

เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ (2) สำหรับช่วงอายุ 35 – 44 ปี (ช่วงขยายครอบครัว)

เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ (1) สำหรับช่วงเริ่มสร้างครอบครัว

หนี้ครัวเรือนพุ่ง ‘แบงก์’ เบรกเงินกู้บ้าน

18 วิธีประหยัดเงินแบบง่ายๆ

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook