You Are Here: Home » Financial, Top Article » มหาเศรษฐีไทย มหาเศรษฐีโลก

money

ไม่ว่าจะเศรษฐีชาติไหนๆ ก็ต้องสร้างสมดุลชีวิต-การเงินให้ได้ จงมีสติพิจารณาว่า เราต้องบริหารจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้ชีวิตเสียสมดุล

จากการจัดอันดับ มหาเศรษฐีใจบุญ ในสหรัฐอเมริกา โดยหนังสือพิมพ์ The Chronicle of Philanthropy ประจำปี 2556 ปรากฏว่า มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้รับการยกย่องให้เป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่สุด ประจำปี 2013 จากการที่เขาและภรรยาได้ร่วมกันบริจาคหุ้น Facebook จำนวน 18 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่ากว่า 990 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 30,000 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิ Silicon Valley Community

ส่วนมหาเศรษฐีใจบุญอันดับสอง คือ ฟิลิป ไนจ์ ผู้ร่วมก่อตั้งไนกี้ และภรรยาที่ร่วมกันบริจาคเงิน 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง แห่ง Oregon Health and Science University และ ไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีของรัฐนิวยอร์ก มาเป็นอันดับ 3 ด้วยการบริจาคเงินจำนวน 350 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือนักศึกษาในมหาวิทยาลัย John Hopkins

นอกจากนี้ ยังมีเศรษฐีและมหาเศรษฐีอีกหลายท่านในสหรัฐอเมริกาที่บริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลมากมายที่เราได้ยินได้เห็นเป็นข่าวบ่อยๆ อย่างเช่น บิล เกตส์ ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองไปดูแลมูลนิธิ Bill and Melinda Gates Foundation อย่างจริงจัง หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่นอกจากจะบริจาคเงินของตัวเองแล้ว คุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ยังให้มรดกแก่ลูกทั้งสามคนโดยการบริจาคเงินตั้งมูลนิธิให้แก่ลูกทุกคน มูลนิธิละ 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ลูกๆ ได้มีส่วนช่วยเหลือสังคม

ส่วนการบริจาคเงินเพื่อการกุศลจำนวนมากที่สุดในประเทศอินเดียในปี 2556 ได้แก่ การบริจาคเงินประมาณ 68,000 ล้านบาท ของ อาซิม เปรมจี ให้แก่มูลนิธิเพื่อพัฒนาด้านการศึกษาที่เขาก่อตั้งขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2553 เขาก็ได้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิแห่งนี้ไปแล้วประมาณ 60,000 ล้านบาท อาซิม เปรมจี ยังเข้าเป็นสมาชิกสมาคม The Giving Pledge ที่ก่อตั้งโดยบิล เกตส์ และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นสมาคมสำหรับมหาเศรษฐีพันล้านที่สัญญาว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งที่มีอยู่ในองค์กรการกุศล ซึ่งปัจจุบัน สมาคมนี้มีมหาเศรษฐีร่วมเป็นสมาชิกแล้วมากกว่า 120 คน

ข้อมูลการบริจาคเงินมากมายของมหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ สะท้อนอะไรบ้าง? ความมั่งคั่ง มั่งมี ความใจบุญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณาของมหาเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี ความไม่ยึดติดในทรัพย์สินเงินทอง ความไม่เท่าเทียม ความไม่พอดี การกระจุกตัวของทรัพยากรทางการเงิน และอีกมากมาย

ทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลที่ถูกบริจาคให้องค์กรการกุศล สามารถทำประโยชน์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้จำนวนมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม หากเทียบกับการเก็บเงินเหล่านี้ไว้เองเพื่อสร้างประโยชน์ สร้างผลตอบแทนให้แก่ตัวเองและผู้ใกล้ชิด พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า “สัตบุรุษผู้ครอบครองทรัพย์ ย่อมเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก” และทรงสอนให้ใช้ทรัพย์เป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุนการดำรงชีวิตให้มีความสะดวกสบายตามสมควร ใช้เพื่อสร้างบารมีและทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

ในทางตรงข้าม ทรัพย์สินเงินทองที่มีมากมายเกินความต้องการ อาจจะทำให้สมดุลชีวิตเสียไปได้เช่นกัน ดั่งที่เราได้เห็นตัวอย่างมากมาย เราเห็นการแก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อให้มีเงินทองมากมาย การใช้เงินซื้อตำแหน่งหน้าที่การงาน ใช้เงินสร้างอำนาจ สร้างอาณาจักร สร้างความยิ่งใหญ่ของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งการใช้เงินไปสร้างพลังลบ พลังในทางมิชอบเช่นนี้ นอกจากจะทำลายความสมดุลส่วนบุคคลแล้วยังทำลายสมดุลของส่วนรวมด้วย ซึ่งจะส่งผลให้สังคมบิดเบี้ยวเพราะความยึดติด ความโลภ ความอยากได้ อยากมีชักนำไป โดยเฉพาะในสังคมที่มีคนรวยกระจุก คนจนกระจาย โอกาส คนที่มีมาก จะใช้พลังเงินชักจูง คนที่มีน้อย ไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควรจึงเกิดขึ้นเสมอๆ

การบริจาคทรัพย์ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ นอกจากจะช่วยลดความยึดติดยึดมั่นในโภคทรัพย์ ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกตนอย่างหนึ่งแล้ว ยังเป็นการช่วยกระจายความเท่าเทียม กระจายโอกาส ช่วยสร้างสมดุลให้แก่สังคมได้ด้วย

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ได้เมตตาสอนไว้ว่า “มีสติ ฝึกภาวนาเป็นอริยทรัพย์ ติดตัวไปได้ หลายหมื่นชาติ ส่วนทรัพย์สมบัติทางโลก ชาติเดียว ยังเอาไปไม่ได้” ชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่ ชาติหน้าจะมีอีกชาติเดียวหรือหลายหมื่นชาติ แม้ผู้เขียนยังไม่อาจจะรู้ได้ แต่เชื่อว่าเราทุกคนต่างรู้ได้ว่าทรัพย์สินเงินทองที่มี ตายแล้วเราเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้จริงๆ แม้รู้แบบนี้ หลายคนก็ยังทำใจรับไม่ได้ หากจะต้องสละทรัพย์สมบัติไปบ้าง สละสิ่งที่มีเกินความจำเป็น เกินความต้องการไปบ้างเราคงไม่ต้องมีเงินมากมายมหาศาล เราก็สละได้ ลดความยึดมั่น ยึดติดได้

เพราะว่าความสมดุลทางการเงินเป็นมิติสำคัญด้านหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างสมดุลในชีวิตได้ เราจึงควรหมั่นทบทวนตัวเองบ่อยๆ ว่าฐานะทางการเงินยังสมดุลอยู่หรือไม่ เรามี มากเกินไป หรือ น้อยเกินไป หรือไม่ หากมีมากเกินไปเราควรทำอย่างไร หากมีน้อยเกินไปเราควรทำอย่างไร…การเงินของเรา ชีวิตของเรายังมีความสมดุลอยู่หรือไม่

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ (2) สำหรับช่วงอายุ 35 – 44 ปี (ช่วงขยายครอบครัว)

เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ (1) สำหรับช่วงเริ่มสร้างครอบครัว

หนี้ครัวเรือนพุ่ง ‘แบงก์’ เบรกเงินกู้บ้าน

18 วิธีประหยัดเงินแบบง่ายๆ

บริหารการเงิน…เพื่อชีวิตที่พอเพียง

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook