You Are Here: Home » Financial, Top Article » เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ (1) สำหรับช่วงเริ่มสร้างครอบครัว

Savings tips 1

ปัญหาสำคัญที่ผู้คนจำนวนมากไม่มีการวางแผนเก็บออมเพื่อเตรียมเกษียณ ก็คือ การไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เพราะในแต่ละช่วงอายุต่างก็มีภาระที่แตกต่างกัน บทความทั้ง 4 ตอนต่อไปนี้ จะขอแนะนำถึงเคล็ดลับการออมสำหรับคนวัยต่างๆ กัน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มสร้างครอบครัว ช่วงขยายครอบครัว ช่วงการงานมั่นคง และปิดท้ายด้วยช่วงการเกษียณ เพื่อเป็นแนวทางการวางแผนเตรียมเกษียณเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตบั้นปลาย

เคล็ดลับการออมเพื่อการเกษียณอายุ สำหรับช่วงอายุ 25 ถึง 34 ปี (เริ่มสร้างครอบครัว)

ธรรมชาติของคนในช่วงวัย 25 ถึง 34 ปีจะเริ่มมีการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว ทำให้คนในวัยนี้มีภาระค่าใช้จ่ายมากมายที่ต้องจ่าย อย่างเช่น ค่าผ่อนบ้าน/คอนโด ค่างวดรถ ค่าบัตรเครดิต ค่านมบุตร และอื่นๆ อีกจิปาถะ การวางแผนเพื่อออมเงินไว้สำหรับวัยเกษียณอายุ จึงอาจเป็นเรื่องที่ยังไกลตัวเกินไปสำหรับหลายคน หรือคนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะสำรองเงินไว้เพื่อเป็นการออมในลักษณะนี้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในปัจจุบัน การเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ต้องมีเงินที่มากขึ้น ให้เพียงพอที่จะใช้จ่ายไปตลอดหลังเกษียณอายุอย่างไม่ขาดมือ

สำหรับบทความนี้จะขอแนะนำคนในวัยเริ่มสร้างครอบครัว ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเกินตัวจนทำให้มีปัญหาทางการเงิน ให้สามารถจัดการกับภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่าย และมีเงินเหลือเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณ ยามแก่ชราด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้

ทำบัญชีรับจ่าย และประเมินฐานะการเงิน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เราขอแนะนำวิธีง่ายๆ คือเริ่มจากการประเมินฐานะทางการเงินของตัวเองก่อน  โดยการจดบัญชีรายรับ และรายจ่ายที่มีในแต่ละเดือน เพื่อคำนวณความสามารถในการออมของคุณเอง การจดบัญชีอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณรู้และแยกแยะค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือค่าบัตรเครดิต และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ท่องเที่ยว ดูหนัง ทานอาหารนอกบ้าน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของคุณให้รัดกุมมากขึ้น  เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินออมและโอกาสในการลงทุน ทั้งนี้ ควรจัดทำบัญชีรายรับ และรายจ่าย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แผนการเงินของคุณเป็นข้อมูลปัจจุบันมากที่สุด

การลดภาระหนี้ โดยการรีไฟแนนซ์ (Refinance)

หากพิจารณาค่าใช้จ่ายที่คุณมีในแต่ละเดือนแล้วพบว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เน้นหนักไปที่การชำระหนี้สินเช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารถ หรือค่าบัตรเครดิต คุณอาจวางแผนลดภาระเหล่านี้ โดยอาจใช้การรีไฟแนนซ์ (Refinance) โดยการกู้เงินก้อนใหม่ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อนำไปชำระหนี้ก้อนเก่าที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ซึ่งจะทำให้ภาระและค่างวดที่ต้องชำระให้น้อยลง ดังนั้น ก่อนทำการรีไฟแนนซ์ควรศึกษาอัตราดอกเบี้ย โครงสร้างการผ่อนชำระ ระยะเวลา และเงื่อนไขอื่นๆ ที่แต่ละสถาบันการเงินนำเสนอ อย่าลืมว่าอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจหมายถึงเงินหลักหมื่นหรือหลักแสนหากยอดเงินกู้ของคุณมีมูลค่าที่สูง ในหลักการเดียวกันหากคุณมีหนี้บัตรเครดิตหลายๆ ใบ และมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ การโอนหนี้บัตรเครดิตก็เป็นวิธีเพื่อใช้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทั้งนี้สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยที่แต่ละสถาบันการเงินนำเสนอ รวมถึงรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เช่นค่าธรรมเนียมการโอน ระยะเวลาปลอดหนี้ หรืออื่นๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวคุณเอง

บริหารเงิน สร้างรายได้จากการลงทุน

นอกจากจะต้องลดภาระและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว การเพิ่มรายได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณสามารถบริหารเงินออมของคุณให้สร้างรายได้มากขึ้น แทนที่จะฝากเงินไว้ที่ธนาคารซึ่งให้ดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำเพียงอย่างเดียว โดยลงทุนในลักษณะต่างๆ  ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนการค้า หรือธุรกิจที่คุณมีความรู้ความชำนาญ หรือลงทุนในตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หน่วยลงทุนกองทุนรวมซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของคุณ เช่น กองทุนตราสารหนี้ ที่ให้ผลตอบแทนปานกลาง สามารถให้รายได้ประจำที่สม่ำเสมอ  กองทุนหุ้น ให้โอกาสผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ความเสี่ยงก็สูงด้วย เป็นต้น

วางแผนภาษี

หากคุณเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษี อย่าลืมใช้สิทธิประโยชน์จากค่าลดหย่อนภาษี คุณรู้หรือไม่ว่าสรรพากรให้สิทธิลดหย่อนภาษีมากมายนอกเหนือจากค่าลดหย่อนของผู้มีเงินได้ ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 30,000 บาทต่อปี ค่าลดหย่อนของบุตรคนละ 17,000 บาท ค่าลดหย่อนของบิดามารดา ค่าลดหย่อนจากเบี้ยประกันชีวิต หรือค่าลดหย่อนจากการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นต้น สิทธิประโยชน์พื้นฐานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุณควรศึกษา และใช้ประโยชน์ เพราะจะช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มเงินออมของคุณอีกทางหนึ่งด้วย

หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่า “ออมก่อนรวยกว่า” คำนี้เป็นความจริง เพราะการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้มีระยะเวลาในการเก็บสะสมมากกว่า ทั้งยังมีโอกาสในการลองผิดลองถูก มีโอกาสปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้มากกว่าด้วย ดังนั้นบุคคลในช่วงอายุ 25-34 ปี หรือช่วงอายุของการเริ่มต้นทำงาน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเริ่มวางแผนทางการเงินไปพร้อมกับการเริ่มชีวิตของวัยทำงาน เพราะคนวัยนี้ต้องมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง คุณก็จำเป็นที่จะต้องมีวิธีการบริหารเงินของคุณอย่างเหมาะสม และสร้างนิสัยการออมอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กองทุนบัวหลวง www.bblam.co.th

———————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

หนี้ครัวเรือนพุ่ง ‘แบงก์’ เบรกเงินกู้บ้าน

18 วิธีประหยัดเงินแบบง่ายๆ

บริหารการเงิน…เพื่อชีวิตที่พอเพียง

Slow Money: เงินช้า…แต่ชัวร์

กฎการใช้บัตรเครดิต…อย่างฉลาดและรู้เท่าทัน!

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook