You Are Here: Home » Social & Politic, Top Article » ถอดประสบการณ์การพัฒนาเมือง Portland

ในวงการคนที่ทำงานหรือเรียนด้านผังเมือง เมืองหนึ่งที่เป็นกรณีศึกษาซึ่งแทบทุกคนต้องเคยผ่านตา เมืองที่ได้ชื่อว่าใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน คือเมืองขนาดกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า “พอร์ตแลนด์” ในมลรัฐโอเรกอน

Portland

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการผังเมือง ที่นี่อาจขึ้นชื่อด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เมืองการศึกษา ผู้คนสัญจรด้วยรถรางและจักรยาน พื้นที่สีเขียวกระจายทุกชุมชน หรืออาหารออร์แกนิค จนทำให้มีคำพูดติดปากกันว่า ถ้าใครอยากเป็นดาราให้ไปฮอลลีวูด ถ้าอยากเป็นนักธุรกิจให้ไปนิวยอร์ก หากใครรักธรรมชาติ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ไปพอร์ตแลนด์

การพัฒนาเมืองที่รักษาเอกลักษณ์ด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับรองรับความเจริญและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในระยะเวลาปีหรือสองปี และไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดฝ่ายเดียว ทำให้เรื่องราวของพอร์ตแลนด์แห่งนี้มีประเด็นที่น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย

สืบเนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่เมืองพอร์ตแลนด์และได้ประสบการณ์ ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมือง รวมถึงได้กลับมามองบ้านเราว่ามีจุดเด่นหรือจุดด้อยอย่างไรบ้าง ในโอกาสนี้ มูลนิธิโลกสีเขียวมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก ดร.ธนภณ พันธเสน และ ดร.สุภาพร แก้วกอ เลี่ยวไพโรจน์ จึงอยากนำมาเล่าต่อเพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งคนในและนอกวงการผังเมือง

urban-parkre

เริ่มต้นจากดีเอ็นเอ

ดร.ธนภณ เล่าว่า จากคำยืนยันของนายกเทศมนตรีพอร์ตแลนด์ สิ่งสำคัญที่ทำให้พอร์ตแลนด์แตกต่างจากที่อื่นก็คือเรื่อง “คน” ตั้งแต่ยุคที่อเมริกาบุกเบิกประเทศ เส้นทางบุกเบิกจะเริ่มจากทางตะวันออกไปตะวันตก เมื่อมาถึงทางแยกว่าจะขึ้นเหนือหรือลงใต้ กลุ่มคนตื่นทองหรือวัตถุนิยมจะเดินทางจะลงใต้เพราะมีพื้นที่ให้หาทองมากกว่า ส่วนกลุ่มที่รักธรรมชาติ รักความสงบ หรือชอบทำการเกษตรก็จะขึ้นเหนือไปอยู่ที่พอร์ตแลนด์เพราะสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นคนที่มีอาชีพทำการเกษตรจึงยิ่งเห็นความสำคัญของธรรมชาติ ไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบกับอาชีพตัวเอง จนปัจจุบันสิ่งที่บรรพบุรุษคิดและทำได้ถ่ายทอดผ่านกันมาในสายเลือดรุ่นต่อรุ่น

“ถ้าเปรียบเทียบกับของเมืองไทย เราตั้งรัตนโกสินทร์มา 200 ปี เราก็อาจจะมีดีเอ็นเอที่รักธรรมชาติ แต่การก่อสร้างกรุงเทพฯ เราเกิดมาจากการอพยพแบบหนีตาย เพราะฉะนั้นการปลูกฝังเรื่องความรักธรรมชาติเลยมีอยู่น้อย ความผูกพันเข้า DNA ก็มีในระดับหนึ่งแต่ไม่เท่าเขา”

ทั้งนี้ เมืองพอร์ตแลนด์ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบระหว่างภูเขาใกล้กับชายฝั่งซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพที่สวยงาม การออกแบบวางผังโครงข่ายเส้นทางสีเขียวเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จึงเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1904 นับเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว

ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 มีการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นายกเทศมนตรีของพอร์ตแลนด์ได้ชักชวนประชาชนมาคุยกันเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมืองว่าจะทำยังไงให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน มีการทำงานร่วมกัน ในยุคที่คำว่า public participation แทบไม่มีใครรู้จัก แต่ที่นี่เริ่มด้วยการกระทำก่อนคำพูด โดยเทศบาลกับประชาชนทำงานร่วมกันแล้วออกมาเป็นกฎหมายการควบคุมการใช้ที่