You Are Here: Home » Financial, Top Article » หนี้ครัวเรือนพุ่ง ‘แบงก์’ เบรกเงินกู้บ้าน

แบงก์ส่งสัญญาณหนี้ครัวเรือนพุ่ง กระทบปล่อยสินเชื่อบ้าน กสิกรไทยเผยยอดปฏิเสธปล่อยกู้สัดส่วน 60% คุมเข้มบ้านหลังที่ 3 กำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำ

หนี้ครัวเรือนพุ่ง’แบงก์’เบรกเงินกู้บ้าน

หนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของสินเชื่อบุคคลและโครงการรถยนต์คันแรก เริ่มส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับโครงการใหม่ เนื่องจากภาระหนี้สินที่มากขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการขอสินเชื่อ

ปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานนโยบายการเงิน แบบล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย. 2556 ระบุว่าสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังคงขยายตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมาจากการขยายตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นผลจากมาตรการรถยนต์คันแรกและสินเชื่อส่วนบุคคลจากความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังหันมาให้สินเชื่อประเภทดังกล่าวมากขึ้นเนื่องจากได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในอนาคต

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าการปฏิเสธสินเชื่อบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะภาระหนี้ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก หรือมียอดการปฏิเสธลูกค้าที่มาจากภาระหนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดการปฏิเสธทั้งหมดตามแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการก่อหนี้สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อจากโครงการรถคันแรก

“ยอดการปฏิเสธสินเชื่อในขณะนี้อยู่ที่ 50% ของคำขอสินเชื่อที่เข้ามา โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่า”

ส่วนผลการดำเนินงานของสินเชื่อบ้านกสิกรไทย สิ้นเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มีสินเชื่อคงค้าง 215,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อใหม่ 17,300 ล้านบาท คิดเป็น 35% ของเป้าที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าสินเชื่อบ้านปีนี้ไว้ที่ 223,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อใหม่ที่ 49,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-8% จากสิ้นปี 2555 โดยแนวโน้มสินเชื่อจากบ้านแนวราบ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอนาคต ตามการกระจายตัวของแนวรถไฟฟ้าที่ขยายออกนอกเมืองมากขึ้น

ชี้ภาระหนี้ลูกค้าแนวโน้มสูง

ด้าน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารเตรียมปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยลง 0.25% สำหรับลูกค้าใหม่ที่กู้บ้านทั้งรูปแบบของการกู้ดอกเบี้ยลอยตัว และดอกเบี้ยคงที่ในระยะปีที่ 1-3 ปีแรก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. นี้ เพื่อรักษาระดับการแข่งขัน

ขณะเดียวกันยอดการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น มาจากภาระหนี้ของลูกค้าที่สูงเกินระดับ 40% มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่ายอดการปฏิเสธเพราะลูกค้าเป็นหนี้เสียหรืออายุงานไม่ถึง โดยหนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอยู่ที่ 8 ล้านล้านบาท ส่วนกลุ่มลูกค้าที่กู้ในโครงการรถคันแรกและมากู้สินเชื่อบ้านจากธนาคารไม่มากนัก เนื่องจากลูกค้าของธนาคารอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้ 3 หมื่นบาทขึ้นไป ซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้ารถคันแรก

“ลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้น้อยมีความเสี่ยงมากกว่า โดยกลุ่มนี้จะมีเอ็นพีแอลประมาณ 1.5% แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านของบริษัทจดทะเบียนจะมีเอ็นพีแอลไม่ถึง 1% ซึ่งเอ็นพีแอลของธนาคารโดยเฉลี่ยมีประมาณ 1.4% ต่ำกว่าระบบที่ 2-3%”

เข้มปล่อยกู้บ้านหลังที่ 3

นอกจากนี้ธนาคารมีความระมัดระวังการปล่อยกู้ลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไป และไม่ให้สินเชื่อสำหรับบ้านหลังที่ 4 ขึ้นไป โดยปัจจุบันลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านหลังที่ 3 มีสัดส่วน 3-4% ของพอร์ตสินเชื่อบ้าน โดยธนาคารจะลดวงเงินสินเชื่อต่อหลักประกัน (Loan to Value) ลง 15% จากปกติที่สัดส่วนสินเชื่อต่อหลักประกัน 90-95% สำหรับบ้านในโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่หากเป็นโครงการทั่วไปจะอยู่ที่ 80% ทำให้ลูกค้าต้องเตรียมเงินดาวน์มากขึ้น

ส่วนการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่า จะทำได้น้อย เพราะปัจจุบันราคาบ้านแนวราบปรับขึ้นราคาปีละ 2-3% ขณะที่คอนโดมิเนียมจะปรับขึ้นเฉลี่ย 6% ต่อปี จึงมีสภาพคล่องในการเปลี่ยนมือมากกว่าบ้านเดี่ยว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าจะมีราคาสูงขึ้น 10.5% ต่อปี หมายความว่าการเก็งกำไรในบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์จะทำได้ยากกว่าคอนโดมิเนียม

กรุงไทยปฏิเสธสินเชื่อ 30%

ด้าน นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีแผนลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้าน โดยมองว่าดอกเบี้ยที่มีอยู่ในขณะนี้ยังเป็นระดับที่เหมาะสม โดยการขยายสินเชื่อในช่วงครึ่งแรกของปีปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 8 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้พอร์ตสินเชื่อบ้านของธนาคารในสิ้นปีนี้อยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท

สำหรับยอดปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ระดับ 30% เนื่องจากในปีที่ผ่านมาธนาคารมีการปรับเกณฑ์การกลั่นกรองสินเชื่อและหันมามุ่งเน้นลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความกังวลกับลูกหนี้กลุ่มเดิมที่ผ่อนบ้านไปได้ประมาณ 2-3 ปี เริ่มมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เพิ่งครบกำหนดช่วงปรับโครงสร้างหนี้ จากความเสียหายในเหตุการณ์น้ำท่วมมาได้ไม่นาน อาจมีปัญหาติดขัดเล็กน้อย

ประกอบกับลูกค้าบางส่วน ที่เข้าโครงการรถคันแรก ที่ทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าอาจเห็นสัญญาณเอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้นได้บ้าง ซึ่งธนาคารจะต้องเฝ้าระวังและติดตามใกล้ชิด

เอพี ชี้ลูกค้าขอกู้ไม่ผ่านมากขึ้น

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ เอพี กล่าวว่า จากแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยยากขึ้น

ขณะนี้ภาพรวมของตลาดเริ่มมีสัญญาณของการที่ลูกค้า ขอกู้แล้วไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคารมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผลกระทบของรถคันแรกเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่ในส่วนของบริษัท สัดส่วนลูกค้ากู้ไม่ผ่านอยู่ที่ 15%

ปัจจัยเสี่ยงหลักของผู้ประกอบการ ก็คือต้นทุนราคาที่ดิน มีการปรับสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 10-20% เช่น บริเวณปากซอยทองหล่อ ราคาขายแตะตารางวาละ 1.3 ล้านบาทแล้ว ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ ราคาที่ดินขึ้นมาอยู่ที่ตารางวาละ 1.2 ล้านบาท เช่นกัน และอีกหนึ่งปัญหาคือการขาดแคลนผู้รับเหมา และขาดแรงงาน

ดังนั้น เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยง บริษัทได้ปรับแผนการลงทุนในครึ่งปีหลัง โดยการเพิ่มพอร์ตลงทุนโครงการแนวราบมากขึ้น จากแผนครึ่งปีหลังจะเปิดตัวทั้งหมด 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 14,770 ล้านบาท โดยจะเป็นทาวน์เฮ้าส์ ถึง 9 โครงการ บ้านเดี่ยวรวมมูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท และคอนโดมิเนียม แค่ 3 โครงการ มูลค่า 4,930 ล้านบาท

มุ่งแนวราบลดความเสี่ยงเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ จะทำให้สัดส่วนรายได้ปีนี้มาจากแนวราบ 50% และแนวสูง 50% จากเดิมมาจากแนวราบ 35% และแนวสูง 65% แต่ได้มีการทยอยปรับพอร์ตลงทุนมาแล้วในช่วง 1-2 ปี

“ยอมรับว่ากังวล เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเศรษฐกิจจะออกมาในรูปแบบไหน แต่เรายังมองในมุมบวก โดยยังคงวิ่งตามแผนงานเดิมที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งแง่การเปิดโครงการและยอดขาย แต่เราก็ต้องมีแผนสำรอง บริหารความเสี่ยง โดยการบาลานซ์การลงทุนทั้งแนวราบและแนวสูง มีสัดส่วนที่เท่ากัน 50:50% ทยอยปรับมาต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปี เพราะว่าเป็นแนวราบมีความเสี่ยงน้อย เหมือนน้ำซึมบ่อทราย หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สามารถหยุดสร้างได้ทันที ผิดกับแนวสูง ต้องลงทุนยาว 2-3 ปี แล้วต้องสร้างให้เสร็จถึงจะโอนได้” นายวิทการ กล่าว

เอพี ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีที่ 22,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารับรู้รายได้ทั้งปี อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท และมีโครงการอยู่ระหว่างการขายอีกประมาณ 53 โครงการ มูลค่า 35,592 ล้านบาท มียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) 32,389 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบมูลค่า 5,217 ล้านบาท และแนวสูง 27,172 ล้านบาท

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

——————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

18 วิธีประหยัดเงินแบบง่ายๆ

คลังชงขึ้นแวตใช้หนี้2ล้านล้าน เลี่ยงยาก!

บริหารการเงิน…เพื่อชีวิตที่พอเพียง

Slow Money: เงินช้า…แต่ชัวร์

กฎการใช้บัตรเครดิต…อย่างฉลาดและรู้เท่าทัน!

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook