You Are Here: Home » Social & Politic, Top Article » นางเลิ้ง เจริญไชย : ชุมชนเมืองบนรางความเปลี่ยนแปลง

Nangleang

ในความเป็นไปของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและรถติด ผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น ครั้นเมื่อมีโครงการพัฒนาระบบคมนาคมอย่างรถไฟฟ้า เหตุใดจึงมีหลายชุมชนที่เป็นจุดตั้งสถานีออกมาส่งเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะชุมชนเมืองเก่าอย่างนางเลิ้งและเจริญไชย

เหตุเพราะอยู่ในอาคารเก่า เป็นชุมชนดั้งเดิม จึงต้องคร่ำครึหรือ หรืออะไรเป็นเหตุผลในใจของพวกเขาลึกๆ ในฐานะชุมชนที่มีรากเหง้า และวิถีชีวิตในปัจจุบัน

เมื่อเจริญไชยกำลังจะหายไป

เครื่องจักรที่กำลังเดินหน้าขุดเจาะถนนเจริญกรุง หน้าตรอกเจริญไชย ไม่ไกลจากวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงซึ่งกำลังมาเยือน  ทั้งยังสั่นคลอนความรู้สึกของผู้คนมากขึ้นไปอีกเมื่อตึกแถวอายุกว่าร้อยปีถูกทุบทิ้งไปถึง 40 ห้อง เพื่อสร้างเป็นทางขึ้นลงของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน

เค้าลางของการเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏตั้งแต่หลายปีก่อน เมื่อมีข่าวว่าจะมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายจากสถานีหัวลำโพงไปยังบางแค โดยมีสถานีวัดมังกรเป็นหนึ่งในเส้นทางนั้น

พร้อมๆ กันนั้นมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินบริเวณตรอกเจริญไชย ได้ย่นระยะเวลาการให้เช่าพื้นที่จากเดิม 3 ปี เป็น 2 ปี และ 1 ปี จนในที่สุดก็ยกเลิกสัญญาเช่า และให้ผู้เช่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวกันมาร่วม 5 ชั่วอายุคน เช่าอยู่เป็นรายเดือนแทน โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อผู้ให้เช่าจะให้ย้ายออกเมื่อใด ผู้เช่าต้องย้ายออกในทันที มิเช่นนั้นจะต้องเสียค่าปรับ (1 วัน เท่ากับค่าเช่า 1 เดือน) เช่นเดียวกับซอยแปลงนามในฝั่งตรงข้าม ที่ดินผืนนั้นเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ถูกยกเลิกสัญญาเช่าเช่นกัน

แม้รถไฟฟ้าจะเป็นตัวแทนความเจริญที่คนไม่น้อยฝันถึง แต่สำหรับชาวเจริญไชยนั่นคือสิ่งแปลกหน้า ที่อนาคตอาจทำให้ย่านนี้ถูกแปรสภาพไปเป็นคอนโดมิเนียม หรือห้างสรรพสินค้าซึ่งไม่ต่างอะไรกับฝันร้ายของคนที่นี่ เพราะสำหรับชาวเจริญไชยบ้านของพวกเขามีเรื่องเล่าเก่าๆ ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญกว่าความทันสมัย หรือความเจริญที่ถูกยัดเยียดนัก

หากพยายามค้นหาความสำคัญของพื้นที่เจริญไชย แล้วมองด้วยตาเปล่า อาจเห็นเพียงตึกเก่าหรือร้านขายสินค้าที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่สำหรับ เล็ก ศิริณี อุรุนานนท์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย ผู้เกิดและอาศัยอยู่ในย่านนี้ เห็นว่าที่นี่มีความสำคัญในฐานะเป็นย่านขายสินค้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนที่เก่าแก่ และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

พี่เล็ก เล่าว่า แถวนี้เป็นย่านคนจีน บ้านหลังที่เก่าที่สุดอยู่กันมา 5 รุ่น ซึ่งนั่นเป็นช่วงก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะพระราชทานที่ให้กับตระกูลบริพัตร เจ้าของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์เสียด้วยซ้ำ  ส่วนเหตุผลที่ย่านนี้ค้าขายสินค้าเชิงวัฒนธรรมหรือก็คือสินค้าที่ใช้ในงานประเพณีต่างๆ ของชาวจีนโดยเฉพาะกระดาษไหว้เจ้านั้น เป็นเพราะบริเวณรอบๆ ชุมชนแห่งนี้ล้อมรอบด้วยวัดและศาลเจ้าสำคัญถึง 5 แห่ง ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ตั้งตามความเชื่อและนับถือของคนจีนแต่ละกลุ่ม แต่ละเชื้อชาติที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบนี้

อีกทั้งศาลเจ้ายังมีความผูกพันกับคนในชุมชน ในลักษณะที่มากกว่าการไปไหว้เทพเจ้าเพื่อขอพรให้คุ้มครองเท่านั้น  แต่ศาลเจ้ายังทำหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้คน ทั้งการรักษาพยาบาลรวมถึงการใช้ความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้  จนคนเกิดความศรัทธาและกลายเป็นความผูกพันกับศาลเจ้า ทำให้เกิดอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ตามมา

Nangleang4

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือนนางเลิ้ง

อีกมุมหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ รูปทรงสีสันของตึกและอาคารที่ตั้งอยู่บนถนนหลานหลวง ซึ่งถูกเคลือบไว้ด้วยเสน่ห์ของความเก่านั้น เป็นเครื่องยืนยันว่านางเลิ้งคือ ชุมชนดั้งเดิมอีกแห่งหนึ่งที่แม้จะตั้งอยู่นอกเขตเกาะรัตนโกสินทร์แต่ก็มีความสำคัญ  หากถามถึงความเป็นมาในประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าที่นี่มีความผูกพันกับเจ้านายในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ฯลฯ เนื่องจากย่านนี้เป็นที่ตั้งวังต่างๆ ถึงกว่า 10 วัง ทั้งยังเป็นที่อยู่ของดาราขวัญใจประชาชนอย่างคุณมิตร ชัยบัญชา อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทยที่ชาวบ้านเรียกกันว่าตลาดนางเลิ้ง ที่สร้างขึ้นตั้งปี 2443 หรือในสมัยรัชการที่ 5  รวมถึงเป็นที่ตั้งโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี ซึ่งถือเป็นโรงหนังยุคแรกๆ ของประเทศ  นอกจากนั้นนางเลิ้งยังเคยเป็นย่านที่รุ่มรวยไปด้วยศิลปะการแสดงหลายแขนง ถึงกับมีตรอกแห่งหนึ่งในชุมชนที่ใช้ชื่อว่าตรอกละคร  เนื่องจากมีกลุ่มบ้านเรือนของศิลปินทั้งละครชาตรี ลิเก หนังตะลุง ดนตรีปี่พาทย์อาศัยอยู่

แดง สุวัน แววพลอยงาม ประธานชุมชนวัดแค นางเลิ้ง เล่าว่า นางเลิ้งเป็นเวิ้งวัฒนธรรมที่คนมีวิถีชีวิต มีอาชีพที่เกื้อกูลกัน แม้วันนี้จะต่างจากอดีต เนื่องจากความเปลี่ยนแปลง มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา คนเคยชินกับสิ่งอำนวยความสะดวก แต่การพูดคุยกันของคนในชุมชนก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนนางเลิ้งยังดำรงอยู่ได้  อีกทั้งยังมีกิจกรรมที่เกิดจากการสานต่อวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะการแสดง อย่างรำชาตรี ส่วนหนึ่งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนตนเองว่าเดิมเคยเป็นมาอย่างไร และอีกส่วนที่สำคัญก็เพื่อไม่ให้ศิลปะเหล่านั้นล้มหายตายไปพร้อมคนเฒ่า คนแก่

นอกจากความพยายามอนุรักษ์ศิลปะการแสดงแล้ว นางเลิ้งยังเป็นชุมชนเมืองเก่าที่มีชีวิต สิ่งที่ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้ดีคือ ร้านค้าที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอาหารคาว หวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นร้านขึ้นชื่อ รวมถึงร้านขายยาจีน ร้านกาแฟโบราณ ร้านตัดผม หรือแม้แต่ร้านถ่ายรูปและทำล็อกเก็ตหิน ฯลฯ กิจการเหล่านี้ล้วนเป็นทั้งอดีต ความทรงจำ และปัจจุบันของนางเลิ้ง หากแต่ความเปลี่ยนแปลงกำลังมาเยือนเช่นเดียวกับย่านเจริญไชย เนื่องจากนางเลิ้งก็เป็นหนึ่งในที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งความกังวลใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ แม้ชาวนางเลิ้งจะอาศัยอยู่ที่นี่กันมาหลายชั่วอายุคน แต่พวกเขาก็เป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เท่านั้น นั่นทำให้นอกจากจะมีการเวนคืนเอาตึกอาคารเก่าบริเวณแยกหลานหลวงไปทำเป็นทางขึ้นลงของสถานีรถไฟฟ้าแล้ว พื้นที่นี้ก็อาจจะถูกเปลี่ยนรูปให้สอดคล้องกับมูลค่าที่ดินที่สูงขึ้น และความทันสมัยของการพัฒนาอีกด้วย

ชุมชนกับสถานะที่เสมือนไร้ตัวตน

ทั้งเจริญไชยและนางเลิ้งมีลักษณะเป็นชุมชนเมืองเก่าที่มีรากผูกพันกับพื้นที่มาแต่ดั้งเดิม  แต่ความเก่าแก่ที่นานวันก็ยิ่งกลายเป็นเสน่ห์ ถึงวันนี้กลับกำลังถูกฤทธิ์การพัฒนาเล่นงาน โดยอาศัยการเข้ามาของรถไฟฟ้าเป็นเครื่องมือ และมีความเจริญเป็นข้ออ้างในการรุกราน

ถึงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน ตามมาตรตรา 66 และ 67 ที่ระบุว่าคนในชุมชนมีสิทธิทั้งต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู จัดการประเพณี ภูมิปัญญา ไปจนถึงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเป็นสิทธิอันชอบธรรมของคนในชุมชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อสุดท้ายพวกเขาจะได้ดำรงชีวิตอย่างปกติสุข  แต่ดูเหมือนว่าโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นกับทั้งสองชุมชนกลางเมืองนี้ จะมองข้ามข้อกฎหมายนี้ไป

“บางครั้งกฎหมายก็รังแกเรา…กฎหมายที่เหมือนจะถูกต้อง แต่บางครั้งก็รังแกประชาชนที่ไม่มีทางสู้ ส่วนประชาชนก็ยอมรับกฎหมายเพราะไม่มีทางเลือก ฉะนั้นเราก็ต้องสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งเพื่อต่อรอง”

Nangleang3

สิ่งที่ทำให้ป้าแดงเชื่อเช่นนั้นเพราะ การเข้ามาของรถไฟฟ้าสายสีส้มที่จะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของชุมชนนางเลิ้งบริเวณแยกหลานหลวงเป็นสถานีขึ้นลงนั้นเป็นการเข้ามาแบบไม่โปร่งใส ไม่มีความชัดเจนว่าบริเวณใดจะต้องถูกเวนคืนเพื่อสร้างรถไฟฟ้าบ้าง อีกทั้งไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปอยู่ตรงไหน จะช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร

“ถ้าเป็นคนที่รวยอยู่แล้วเขาอาจจะไม่แคร์ แต่แถวนี้เป็นคนจนทั้งหมด คุณภาพชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทันที จากที่อยู่ตรงนี้มาเป็นชั่วอายุคนแล้วต้องย้ายออกไป โดยอ้างการพัฒนาประเทศ เอาพวกเราออกไปแล้วเอาคนที่มีเงินเข้ามา ที่ตรงนี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็นคอนโดฯ ร้านค้า แล้วคุณภาพชีวิตแบบที่คนรู้จักกันหมด พึ่งพากันได้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่หายากในเมืองหลวงก็จะหายไป” ป้าแดงชี้ให้เห็นความกังวลของชาวนางเลิ้ง

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชาวนางเลิ้งได้เซ็นสัญญากับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในการเช่าพื้นที่เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยจะไม่มีการไล่รื้อ แต่มีเงื่อนไขว่าชุมชนต้องตั้งกลุ่มออมทรัพย์ร่วมกัน ต้องมีกองทุนสวัสดิการ

ป้าแดงเล่าต่อไปว่า ชาวบ้านก็ทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง มาประชุมกันทุกเดือนซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ยากในชุมชนเมือง แต่ก็สามารถทำได้จนตอนนี้มีเงินออมร่วมกันถึงประมาณ 1.8 ล้านบาท ทั้งยังมีการออมบุญวันละบาท เพื่อช่วยเหลือคนเมื่อมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่สำคัญคือเมื่อทุกคนตั้งเป้าว่าจะไม่มีการไล่ที่ใน 30 ปี ต่างก็กู้เงินมาซ่อมแซมบ้าน

ด้านสถานการณ์ของชุมชนเจริญไชย แม้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกรได้เดินหน้าก่อสร้างไปแล้ว แต่คนในชุมชนเจริญไชยก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาและความกังวลที่แทบไม่ต่างกัน แม้พวกเขาจะมีเทศบัญญัติกรุงเทพมหานคร ปี 2542 เป็นเกราะคุ้มครองพื้นที่อยู่ก็ตาม

พี่เล็ก ศิริณี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจริญไชยได้รับความคุ้มครองตามเทศบัญญัติกรุงเทพมหานคร ปี 2542 ซึ่งออกโดย ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่าราชการในขณะนั้น ระบุว่าเขตต่อเนื่องกับเกาะรัตนโกสินทร์เป็นส่วนที่มีคุณค่า มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะมีตึกอาคารเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก จึงไม่ให้มีการสร้างอาคารสูงเกิน 37 เมตร

“เทศบัญญัติออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ตึกเก่าเหล่านี้โดนทำลาย จึงห้ามไม่ให้มีการสร้างอาคารสูงเกินสามสิบเจ็ด เมตรในแถบนี้  แต่สิ่งที่น่ากลัวซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นคือผังเมืองฉบับใหม่ของกรุงเทพฯ ที่จะมีการประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคมระบุว่า ในรัศมีห้าร้อยเมตรรอบสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานีสามารถสร้างอาคารขนาดใหญ่ได้เป็นหมื่นตารางเมตร”

จากเดิมที่มีข้อจำกัดเรื่องความสูงทำให้โรงแรมที่มีขนาดเกิน 80 ห้อง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ไม่สามารถสร้างในพื้นที่นี้ได้ หากผังเมืองประกาศใช้จริงก็จะไม่มีการจำกัดขนาดของอาคารอีกต่อไป มีเพียงการจำกัดความสูงอยู่ที่ 37 เมตร การก่อสร้างอาคารก็จะขยายออกทางกว้าง ซึ่งพี่เล็กเชื่อว่าเป็นการเอื้อให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เวิ้งนครเขษมถูกนายทุนกวาดซื้อไป

“ส่วนรัศมีห้าร้อยเมตรกินพื้นที่ขนาดไหนนั้น คิดง่ายๆ ว่า จากสถานีวัดมังกรไปสถานีหัวลำโพงห่างกันเจ็ดร้อยเมตร จากสถานีวัดมังกรไปวังบูรพาห่างกันหนึ่งกิโลเมตร เพราะฉะนั้นรัศมีห้าร้อยเมตรก็จะชนกันพอดี  ตลอดแนวเจริญกรุงก็จะหายหมด”

Nangleang2

อย่างไรก็ตามประชาชนเองมีสิทธิ์ยื่นคัดค้านผังเมืองที่จะเกิดขึ้น ซึ่งชุมชนเจริญไชยส่งเรื่องคัดค้านไปแล้วถึงสองครั้ง เช่นเดียวกับคนที่เวิ้งนครเขษม และนักวิชาการบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติแทบจะไม่มีผลอะไรเลย

“เขามองว่าตรงนี้เป็นพื้นที่ของเอกชน ศาลจะฟังเจ้าของที่มากกว่าผู้เช่า ทำให้การจะอนุรักษ์พื้นที่ตรงนี้ถูกมองว่าเป็นการรอนสิทธิ์เจ้าของที่ เขาไม่ได้มองว่าตรงนี้มีตึกเก่าเป็นประวัติศาสตร์ เป็นมรดกของประเทศ”

“ส่วนกรมศิลปากรจะประกาศพื้นที่นี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ก็ไม่ได้เพราะกลัวจะมีปัญหากับเจ้าของ  โยงไปถึงผังเมืองที่บอกว่าเมื่อกรมศิลป์ไม่ได้ประกาศให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ เขาจึงกำหนดให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สีแดงหมายถึงย่านพาณิชยกรรมที่มีความหนาแน่น ซึ่งก็ขัดกับกฎหมายเมื่อปี 42” พี่เล็กกล่าว

นอกจากนั้นพี่เล็กยังตั้งคำถามต่อไปว่า การสร้างสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรที่อยู่ห่างจากสถานีหัวลำโพงเพียง 700 เมตร มีความคุ้มค่าที่จะสร้างหรือเปล่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องเสียไป ตึกเก่าอายุร้อยกว่าปี ย่านการค้าที่จะหายไป ถึงจะมีการสร้างขึ้นใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม  อีกทั้งเพียงแค่จะสร้างทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่กลับต้องรื้อตึกอาคารเก่าออกถึง 40 ห้อง ก็ต้องถามว่าผู้สร้างไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดความเสียหาย-ผลกระทบน้อยกว่านี้หรือ

ถึงเวลาชุมชนต้องลุกขึ้นสู้

หากมีโครงการพัฒนาเข้ามา แล้วคนตัวเล็กๆ ในชุมชนต่างยอมแพ้เพราะมองไม่เห็นทางสู้ ยอมแพ้เพราะความหวาดกลัว นางเลิ้งคงไม่เหลืออะไรและภาพวิถีชีวิตของคนย่านเจริญไชยก็คงกลายเป็นเพียงอดีต

แต่เมื่อคนรวมกันเป็นชุมชนมีวัฒนธรรมประเพณี มีวิถีร่วมกัน นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของพลัง…พลังกลุ่ม พลังความรัก พลังความหวงแหนพื้นที่อันเป็นบ้านเกิด  สำหรับชาวนางเลิ้งพวกเขาแปลงพลังเหล่านั้นออกมาเป็นกิจกรรมต่างๆ ทั้งกิจกรรมศิลปะ การแสดง การฉายหนังสั้น  มีพื้นที่สำหรับการนำเสนอของดีในชุมชน ที่นอกจากจะเป็นการรวมกลุ่มเพื่อให้เด็กในชุมชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ กลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในนางเลิ้งยังเป็นภาพสะท้อนความเข้มแข็งของชุมชน อีกทั้งทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดี ที่จะส่งไปถึงผู้คนในสังคมให้มองเห็นการมีตัวตนของชุมชนนางเลิ้ง

ด้านคนในชุมชนเจริญไชยก็มองเห็นคุณค่าของพื้นที่และวัฒนธรรมประเพณีที่ดำรงอยู่เช่นกัน  นั่นทำให้พวกเขาก็ไม่อาจจะอยู่เฉยได้ และเริ่มมองหาวิธีการที่จะต่อสู้ เรียกร้อง จนเกิดเป็นกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย  โดยมุ่งหวังจะให้คนภายนอกรู้ว่าพื้นที่ที่มีความสำคัญตรงนี้กำลังจะถูกทำให้หายไป ผ่านการจัดกิจกรรมที่แสดงถึงวิถีชีวิต

“สิ่งที่เรามีอยู่คือ กระดาษไหว้เจ้า สินค้าที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ก็เลยคิดว่าจะจัดงานโดยรื้อฟื้นประเพณีไหว้พระจันทร์ขึ้นมา ถึงตอนนี้ก็เป็นงานที่จัดติดต่อกันมาสามปีแล้ว อีกทั้งในงานไหว้พระจันทร์ก็ยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อต่างๆ เพื่อให้คนทั่วไปมองเห็นภาพชุมชน และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น”

นอกจากนั้นบ้านเก่าเล่าเรื่อง พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนจีนย่านเจริญไชย ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ และคุณค่าของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชยพยายามสื่อสารถึงผู้คนภายนอก ด้วยหวังว่าสังคมจะเข้าใจการต่อสู้ของพวกเขา และเห็นถึงความสำคัญในการดำรงอยู่ของย่าน

Nangleang1

ปีศาจในคราบการพัฒนาคือสิ่งที่ชุมชนต่อต้าน    

แม้สำหรับคนทั้งสองชุมชน รถไฟฟ้าอาจถูกมองว่าไม่ต่างอะไรจากผู้ร้าย  แต่พวกเขาต่างก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธรถไฟฟ้า เพียงแต่พวกเขาไม่อาจยอมรับการพัฒนาที่เข้ามาทำลายชุมชน

ป้าแดงยอมรับว่า ส่วนหนึ่งก็รู้สึกยินดีกับการจะมีรถไฟฟ้า แต่ด้วยข้อแม้ว่าถ้ามีรถไฟฟ้าประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับความเป็นธรรม ต้องมีการพูดจากัน เพราะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครๆ ก็อยากได้รถไฟฟ้า

“มีก็ดี แต่ต้องทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด แล้วก็ต้องพูดถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนที่นี่ เช่น ต้องสร้างโรงละครให้เรานะ ต่อไปคนลงจากรถไฟฟ้าก็เดินมาดูละครได้ นี่คือคุณภาพชีวิต  ชาวบ้านเขาปรับตัวได้เสมอ…แต่นี่ไม่มีการพูดถึงเลย”

แต่ปัจจุบันสิ่งที่รถไฟฟ้ามอบให้กับชาวนางเลิ้งคือ ความหวาดกลัว ด้วยพวกเขาเชื่อว่าสิ่งจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอนคือ การพัฒนาพื้นที่ในเชิงธุรกิจอย่างเข้มข้น ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายสำหรับชุมชน  เพราะการพัฒนาพื้นที่โดยนายทุนไม่ได้เกิดจากการคิดถึงคุณภาพชีวิต ไม่ได้คิดถึงคุณค่าทางจิตใจ  “พวกเขาไม่ได้รักบ้านเรา เขาแค่ทำธุรกิจ ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตหมดไป”

ด้านพี่เล็ก ก็เห็นสอดคล้องกันว่า เมื่อการพัฒนาเดินทางมาถึง เราไม่สามารถคัดค้านได้เพราะเขามักจะอ้างว่า รถไฟฟ้าสร้างเพื่อคนส่วนใหญ่ ถ้าเราออกไปยืนขวางบอกว่าไม่เอา คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าเราเป็นผู้ร้าย

“ตึกเก่าๆ ย่านเก่าๆ ที่เรามีอยู่ เมื่อฝรั่งมา คนต่างประเทศมา ก็อยากมาเที่ยวมาเดิน แต่เรากลับจะเอาของหลอกๆ ปลอมๆ ไปให้เขาดู อย่างไปสร้างตลาดน้ำ แต่ละที่เหมือนกันหมด เอาอาคารเก่ามาทำใหม่เป็นร้านอาหาร แล้วขายอาหารแพงๆ แต่ตรงนี้เรามีอยู่แล้ว เป็นวิถีชีวิต ทำไมเราไม่เก็บรักษา ถ้ารอให้หายไป แล้วค่อยไปดูในพิพิธภัณฑ์ มันก็ไม่มีเสน่ห์แล้ว”

“คุณจะมาแล้ว เราไม่ห้าม แต่มาแล้วอย่าทำลายชุมชน ไม่ใช่มาแล้วชุมชนหายหมด ถ้าการพัฒนามาพร้อมกับการทำลาย ทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำลายวัฒนธรรมประเพณี ทำลายวิถีชุมชน อันนั้นเราไม่เห็นด้วย” พี่เล็กกล่าวทิ้งท้าย

บทความโดย : กองบรรณาธิการโลกสีเขียว

ที่มา : www.greenworld.or.th

—————————————————————————————————

บทความที่น่าสนใจ

คลี่ปมความเข้าใจ ก่อนแก้ปัญหาโลกร้อน

ระวัง ! บิลบอร์ดดิจิตัล

แผงโซลาร์เอื้ออาทร

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook