You Are Here: Home » Social & Politic, Top Article » คลี่ปมความเข้าใจ ก่อนแก้ปัญหาโลกร้อน

Global-Warming-Image-Inspiration-HD-1024x572

ภาพยนตร์เรื่อง an inconvenient truth เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือโลกร้อน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง …แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ก็จะพบว่าประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ร่วมกับประชาคมโลกตั้งแต่ครั้งเข้าร่วมในภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)ในปี 2537 แล้ว

แม้โลกร้อนจะเป็นประเด็นสากลที่ทั้งโลกพูดถึงและหันมาให้ความสำคัญโดยเฉพาะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อถามถึงความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อเรื่องนี้กลับพบว่า หลายคนยังไม่เข้าใจและสับสนอยู่มาก ซึ่งความไม่เข้าใจนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งผู้ศึกษาเรื่องโลกร้อนต่างเชื่อว่าเป็นกระบวนการสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหา ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเปิดเวทีเสวนาเรื่อง “ความงงงวย…ว่าด้วยเรื่องโลกร้อน” เพื่อหวังสร้างความเข้าใจให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามความสับสน ไปสู่การลงมือเพื่อเปลี่ยนแปลง

………………………

เอมพงศ์  บุญญานุพงศ์ บรรณาธิการข่าวศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบส่วนเพื่อสิทธิพลเมือง ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่เรื่องโลกร้อนกลายเป็นเรื่องเข้าใจยาก เพราะคนยังไม่เชื่อมโยงปัญหานี้เข้ากับตัวเอง อีกทั้งไม่รู้ว่าหากทำความเข้าใจกับเรื่องนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร เพราะไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว แม้คนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าอากาศร้อน แต่เขาก็แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเดินเข้าห้องแอร์หรือซื้อพัดลม

อย่างไรก็ตาม เอมพงศ์ยอมรับว่าสื่อมวลชนต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ในฐานะเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เพื่อให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงและไม่รับข้อมูลที่ผิดๆ ไป  อีกทั้งสื่อมวลชนก็จำเป็นต้องย่อยข้อมูลที่ยากให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายไปพร้อมกันด้วย  เช่น การที่ประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อน สื่อก็ต้องเอามาบอกคนไทยได้ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนและมีส่วนอย่างไรในกติกานั้น

ด้านบัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์  ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความตระหนักในเรื่องโลกร้อนมากขึ้น แต่ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนต่อการแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อน จึงจำเป็นจะต้องยกระดับจากความตระหนักรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้เกิดผลกระทบอะไรในระดับที่เชื่อมโยงกับชีวิตของแต่ละคน เช่น เกษตรกรต้องเปลี่ยนฤดูกาลเพาะปลูกหรือไม่ เพราะฝนอาจจะตกเร็วขึ้น วิถีประมงจะได้รับผลกระทบอย่างไร  ซึ่งจากเดิมเรามีความรู้ในระดับสากลว่า น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายเมื่อไหร่ หรือจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า

ส่วนเรื่องโลกร้อนจะกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างไรนั้น ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐฯ ยกตัวอย่างให้ฟังว่า แค่เพียงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในแต่ละ 0.5 องศาเซลเซียสก็ยังสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาลต่อระบบนิเวศและบรรยากาศโลก  ซึ่งหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส ก็จะมีผลทำให้ปะการังในแถบอันดามันและมหาสมุทรอินเดียเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวถึงเกือบ 90% ซึ่งจะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว อีกทั้งยังกระทบไปถึงการประกอบอาชีพประมงอีกด้วย เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ

“คนบอกว่าเขาอยู่ไม่ถึงร้อยปี เขาอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเดือนหน้า ปีหน้า และอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยมากกว่า และเมื่อทำให้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ก็ต้องทำให้คนรู้ด้วยว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างในลักษณะที่เป็นการช่วยแก้ปัญหาในระดับสากล”

บัณฑูรกล่าวต่อไปว่า วิธีที่จะใช้แก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนตามมา เนื่องจากข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องโลกร้อนก็มีหลายแนวคิด ทำให้วิธีที่จะใช้แก้ปัญหามีหลายแนวทางเช่นกัน ทั้งวิธีคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก เดี๋ยวก็จะมีคนคิดเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้เอง เช่นเทคโนโลยีเก็บกักคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) ที่จะนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปฝังลงดินด้วยการเปลี่ยนสภาพจากก๊าซให้เป็นของเหลวควบแน่น ขณะเดียวกันก็มีคนอีกจำนวนหนึ่งเชื่อว่าจำเป็นต้องมีการลงมือเปลี่ยนแปลงเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตในอนาคต

อย่างไรก็ดีก็มีกลุ่มที่เชื่อว่าผลจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ในอดีตจะสะสมในชั้นบรรยากาศ และส่งผลไปถึงอนาคตในอีก 50 –100 ปีอยู่แล้ว ถึงพยายามเปลี่ยนแปลงในวันนี้ก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไรได้มากนัก คล้ายคลึงกับอีกกลุ่มที่เลือกจะไม่ทำอะไรมากนักเพราะเชื่อว่าเมื่อประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเพียง 0.8-0.9% ของทั้งโลก หากไทยพยายามแก้ปัญหา แต่ประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดในโลกไม่ทำอะไร เราก็คงจะช่วยโลกไม่ได้

บัณฑูรเห็นว่า หลายคนอาจตกอยู่ในสถานการณ์ความคิดที่สับสนว่าเราควรจะทำอะไร แล้วต้องลงแรงทำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งความสับสนนี้นี่เองที่ทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

“ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการวางแผนจะสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ เขาก็ไม่หวังใช้เทคโนโลยีเข้าแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว ทั้งที่เขามีความเป็นเจ้าเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ผู้นำของประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญคือ การทำให้คนญี่ปุ่นเปลี่ยนวิถีชีวิต …เทคโนโลยีไม่ช่วยอะไร ถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม”

ในส่วนข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อการทำความเข้าใจเรื่องโลกร้อนนั้น บัณฑูรเห็นว่า จำเป็นจะต้องให้ความรู้ผ่านวิธีการและเครื่องมือในรูปแบบต่างๆ เช่นการทำแบบสำรวจความคิดเห็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นการสื่อสารและให้ความรู้ เพื่อสังคมจะได้ฉุกคิดกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงกับการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวอย่างเช่น แนวคิดไบค์เครดิต (bike credit) ที่ให้คนปั่นจักรยานสามารถนำระยะทางที่สะสมจากการปั่นไปใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้ากรีนโปรดักส์ ซึ่งปัจจุบันก็กำลังมีความพยายามผลักดันให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

สุดท้ายโลกร้อนอาจไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากอย่างที่คิด ถ้าได้รับข้อมูลและมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหานี้กับการดำรงชีวิต และเชื่อว่าด้วยพื้นฐานความเข้าใจนั้นเองจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

บทความโดย : อุบลวรรณ  กระปุกทอง

ที่มา : www.greenworld.or.th

ภาพประกอบ : indervilla.com

—————————————————————————————————

บทความที่น่าสนใจ

ระวัง ! บิลบอร์ดดิจิตัล

แผงโซลาร์เอื้ออาทร

แผนป้องกันน้ำท่วม…คนและชุมชนหายไปไหน

Guerrilla Flooding น้ำท่วมแบบกองโจร

บทความอื่นๆ

ข่าวประชาสัมพันธ์ MBA

รวมหลักสูตร MBA

ทุนการศึกษาต่อ MBA

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook