You Are Here: Home » Inter Article, MBA Inter, Study Abroad » การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่1)

การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก

By Mr. OneLife

Preparing for study abroad

ความเดิมตอนที่แล้ว………… The Beginning of journey for study aboard

น้ำหนักกระเป๋าจำกัด แต่ต้องยัดของใช้ที่จะเอาไปอยู่เป็นปีๆ แล้วอย่างนี้จะทำเยี่ยงไร…

ผมว่าเกือบทุกคนคงประสบปัญหาเช่นนี้ในการเตรียมตัวจะไปเรียนเมืองนอก เพราะในความคิดของเราจะพร่ำบอกกับตัวเองว่าเมืองนอกของแพง เมืองนอกของแพงงงง เพราะฉะนั้นพวกเราก็จะพยายามยัดทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในกระเป๋าใบน้อย อันมีโควต้าน้ำหนักกระจ้อยร่อย แต่จะทำอย่างไรน้ำหนักกระเป๋าก็เกินอยู่ดี บทความนี้ก็เลยต้องการจะบอกเล่าวิธีการจัดกระเป๋าขั้นเทพ จากประสบการณ์ที่เคยไปอยู่เมืองนอกทั้งที่ประเทศอังกฤษ และออสเตรเลีย อันเป็นจุดมุ่งหมายการไปเรียนต่ออันดับต้นๆ ของคนไทยอย่างผมหรือคุณๆ กันนะครับ

สมัยก่อนที่ผมจะเดินทางไปเรียนต่อ MBA ที่ต่างประเทศ ผมก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต (อีกแล้ว) ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาแบ่งปันกัน ซึ่งพอจะทำให้ผมสรุปและแยกประเภทของสิ่งของที่จะต้องนำไปเป็น 8 ประเภท คือ

1. เสื้อผ้า ผมเชื่อว่าเสื้อผ้านี่น่าจะเป็นประเด็นจี๊ดของการจัดกระเป๋าเลยก็ว่าได้!! กระเป๋าจะหนักหรือจะเบาก็ขึ้นอยู่กับเสื้อผ้านี้แหละ แต่ที่อยากจะแนะนำไว้ก็คือ คุณไม่จำเป็นต้องขนเสื้อผ้าเพื่อใช้ตลอดช่วงชีวิตที่เราไปเรียนที่นู่นนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วเราทุกคน (ผมเชื่อว่าทุกคนนะ) จะต้องซื้อเสื้อผ้าจากที่เมืองนอกแน่นอน เพราะเสื้อผ้าที่มีแบรนด์ที่เมืองนอกจะขายกันเป็นฤดูกาล และเมื่อหมดซีซั่น เค้าก็จะเอาออกมาลดในราคาที่โคตรรรรรถูก ซึ่งเมื่อเทียบเป็นเงินไทยแล้วเผลอๆ อาจจะถูกกว่าเสื้อผ้าธรรมดาๆ ที่ไทยเสียอีก หรืออย่างน้อยถึงจะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ก็ถูกกว่าที่ไทยมากเลยครับ

อีกช่องทางนึงในการซื้อเสื้อผ้าที่เมืองนอกก็คือการช็อปออนไลน์ ซึ่งในเมืองนอกนั้น ผู้คนเริ่มจะใช้จ่ายออนไลน์กันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งราคาสินค้าในเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะถูกกว่าหน้าร้าน หรืออีกทางก็คือไปลองหาซื้อตามห้างที่เน้นลูกค้าระดับกลางถึงระดับล่าง (อย่างผม แหะๆๆ) เช่น ถ้าที่อังกฤษก็คือ Primark ส่วนที่ออสเตรเลีย ก็ห้าง Target ซึ่งเสื้อผ้าในห้างก็จะอารมณ์ประมาณห้างบิ๊กซี โลตัสบ้านเรา ซึ่งราคาของก็สูสีหรือถูกว่าที่ไทย

ดังนั้นหากใครคิดจะขนเสื้อผ้าไปมากๆ ผมก็ขอแนะนำให้เอาไปแต่พอดีจะเท่กว่าฮะ พอคุณใส่ที่เตรียมไปเองสักประมาณ 1- 2 อาทิตย์ (พยายามให้เป็นชุดที่ใส่ได้กับสถานการณ์) เช่น พวกเสื้อยืด กางเกงยีนส์ตัวเก่ง บลา บลา แล้วหลักจากนั้นก็ค่อยๆ ทยอยซื้อเอา โดยเฉพาะเสื้อกันหนาว เอาไปให้เหมาะกับฤดูที่เราจะไปถึงแค่ตัวหรือสองตัวก็พอ แล้วหลังจากนั้นค่อยไปซื้อเพิ่ม เพราะของที่นั้นถูกและคุณภาพดีกว่าที่ไทย จะได้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในกระเป๋าเดินทาง

แต่สำคัญอีกอย่างสำหรับคนที่กลัวหนาว ให้ติดเสื้อที่มันรัดรูปประเภทลองจอน หรือสำหรับผู้หญิงก็พวก legging เพราะเจ้าพวกนี้แหละที่จะทำให้เราอุ่นได้จริงๆ แต่สำหรับชุดชั้นในกับถุงเท้า ควรเตรียมไปให้เยอะเข้าไว้ จะได้ไม่เสียเวลาต้องมาคอยซักบ่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายของการซักผ้าที่เมืองนอกค่อนข้างแพง และถ้าจะซักแค่ชุดชั้นในกับถุงเท้าก็ดูจะน้อยไป ไม่คุ้มค่ากับการเสียเงินแต่ละที ส่วนสำหรับใครที่คิดจะหางาน part-time ประเภทเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทยก็ให้เตรียมเสื้อเชิ้ตสีดำไปด้วยนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่ทางร้านมักจะให้พนักงานเสิร์ฟแต่งยูนิฟอร์มสีดำ หรือบางที่จะมีชุดไทยเอาไว้ให้ใส่เลย

2. เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทราบไว้ก่อนเลยคือ เรื่องของกระแสไฟที่ใช้ในประเทศที่ท่านกำลังจะไป และหัวปลั๊กที่เค้าใช้กัน เพราะแน่นอนว่าแต่ละประเทศไม่ค่อยจะเหมือนกัน ดังนั้นให้เตรียมปลั๊กต่อไปด้วย แต่ก็เอาแต่พอดี ไม่ใช่เอาไปใช้ได้ 3 บ้าน 7 บ้าน (อันนี่ก็เยอะไป) แล้วก็พกสายพ่วงไปสักอันหนึ่ง แค่นี้ก็พอแล้วครับ ส่วนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเชื่อว่าทุกคนต้องพกไปอยู่แล้ว แต่หากใครกลัวเครื่องจะเสียหรือโดนไวรัส ก็แนะนำให้เตรียมโปรแกรมเก็บไว้ใน Hard disk drive ที่แนะนำอย่างนี้เพราะทราบมาว่าบ้างประเทศหากเค้าตรวจเจอสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น พวกแผ่นซีดีเถื่อน เราอาจถูกปรับหัวโตได้เลย อีกอย่างคือ สาย LAN เพราะหอพักนักศึกษามักจะไม่มีสัญญาณ Wifi ให้แต่จะมีอินเตอร์เน็ตให้ โดยต่อจากสาย LAN (อันนี้คือที่อังกฤษนะครับ) ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ จริงๆ ไม่แนะนำให้ขนไปเยอะเพราะโดยปกตินักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่กำลังจะกลับไทยก็มักจะประกาศขายเลหลังหรือโละของต่อให้กับผู้มาใหม่กันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจะสามารถเนียนซื้อของเช่น ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำร้อน ฯลฯ ได้ในราคาถูกได้

3. ของใช้ส่วนตัว ผมเคยซื้อสบู่ แชมพู ยาสีฟัน ฯลฯ มาแบบขวดใหญ่ๆ กะจะใช้ทั้งปี ผลปรากฏว่าได้เก็บไว้ใช้ที่บ้านครับเพราะว่าของพวกนี้หนักมากกก จริงอยู่ว่าของเหล่านี้จำเป็น แต่ก็แนะนำว่าเอาไปแค่ขวดขนาดกลางก็พอครับ ยกเว้นว่าหาซื้อไม่ได้จากที่นั้นจริงๆ เพราะราคาของพวกนี้ที่เมืองนอกก็สูสีกับที่ไทย แต่ว่าแปรงสีฟันเตรียมไปเยอะหน่อยก็ดี เพราะที่เมืองนอกราคาแปรงสีฟันแบบดีๆ จะค่อนข้างแพง อย่างผมชอบใช้แปรงสีฟันยี่ห้อหนึ่งที่ปลายเรียวเล็กตามโฆษณา ก็พกไปครึ่งโหล (กะใช้ทั้งชาติเลยทีเดียว) ส่วนใครที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ก็ให้เตรียมไปทั้งน้ำยาและคอนแทคเลนส์ไปเยอะๆ เพราะที่เมืองนอกจะแพงมาก แล้วถ้าจะต้องตัดแว่นหรือซื้อคอนแทคเลนส์เราก็จะต้องเสียเงินตรวจค่าสายตาอีก เพราะเราต้องมีใบบอกค่าสายตา และค่าคอนแทคเลนส์ที่ผ่านความเห็นของหมอที่นั่นเรียบร้อยแล้วจึงจะซื้อได้ และสำหรับคุณผู้หญิงก็ให้พกผ้าอนามัยไปเยอะๆ ด้วย เพราะเคยเห็นเพื่อนผู้หญิงบอกกันว่าผ้าอนามัยแบบเมืองนอกจะแตกต่างกับของไทย (จริงเท็จประการใดไม่ทราบ เพราะผมก็ไม่เคยลองใช้…) แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นเพื่อนผู้หญิงเค้าพกกันไปนะครับ

4. ยาและเวชภัณฑ์ โดยทั่วไปที่เมืองนอก เราไม่สามารถที่จะเดินโท่งๆ เข้าไปในร้านขายยาแล้วขอซื้อยาเฉพาะทาง หรือยาแก้อักเสบได้ เพราะเราต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ที่เค้าเรียกกันว่า “Prescription” ก่อน ยกเว้นยาทั่วไปประเภทยาแก้ปวด แก้ไข้หรือยาทาธรรมดา ที่เหล่านี้พอจะเดินเข้าไปซื้อเองได้

ดังนั้นผมจึงแนะนำให้เราเตรียมยาที่จำเป็นไปด้วย ยิ่งใครมีโรคประจำตัวยิ่งต้องพกไปให้เพียงพอ และอย่าไปคิดว่าเราเป็นคนแข็งแรงไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะเอาเข้าจริงๆ โรคภัยไข้เจ็บมันมาเป็นได้แบบไม่ทันตั้งตัว เตรียมเผื่อไว้สำหรับตัวเราย่อมดีกว่า อย่างไรก็ตามกฎของการจะผ่านเข้าประเทศหลายๆ ประเทศก็จะมีขั้นตอนในการต้องสำแดง (declare) ต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งยาก็เป็นหนึ่งในของที่ต้องสำแดง ดังนั้นเราจึงควรซื้อยาที่มีภาษาอังกฤษบอกชื่อยา และส่วนผสมของยาด้วย หรือถ้าเป็นยามาแบบใส่ซองก็ให้เภสัชกรเป็นผู้เขียนรายละเอียดให้ โดยปกติผมจะชอบไปซื้อยาที่องค์การคุรุสภาเพราะยาจะค่อนข้างถูกและสามารขอให้เภสัชกรเขียนภาษาอังกฤษกำกับให้ได้ และใครที่ต้องพกยาประจำตัวไปยิ่งต้องให้หมอเขียนรายละเอียดของยาและใบรับรองแพทย์เป็นภาษาอังกฤษเผื่อถ้าเค้าต้องการหลักฐานยืนยัน เพราะยาบางตัวมีส่วนผสมของยาเสพย์ติด เช่น มอร์ฟีน หรืออัลเฟตตามีน (ส่วนผสมของยาบ้า) จึงจำเป็นต้องมีอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรไปให้เค้าดู

เป็นไงกันบ้างครับการจัดเตรียมของไปเมืองนอก อันนี้แค่ของที่ต้องเตรียม 4 ประเภทเท่านั้นนะครับ เดี๋ยวที่เหลือจะมาเขียนต่อในคอลัมน์หน้า แล้วผมจะเตรียมไฟล์สำหรับลิสต์ของที่ควรเอาไปมาไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์ หากใครต้องการจะโหลดไปใช้กันด้วยครับ

————————————————————————————-

บทความที่เกี่ยวข้อง

การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่2)

The Beginning of journey for study aboard

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 1)

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 2)

7 สิ่ง ของการค้นหาสภาพแวดล้อมที่ดีของการเรียน MBA

How to cover the cost of an MBA?

เจ้านายที่รักของคุณจะว่ายังไง หากคุณคิดจะเรียน Online MBA?

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook