You Are Here: Home » Inter Article, MBA Inter, Study Abroad » การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่2)

การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่ 2)

By Mr. OneLife

การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่ 2)

ความเดิมตอนที่แล้ว…………การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่ 1)

มาต่อจากตอนที่แล้วเรื่องการจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก ที่ผมเห็นว่าน่าจะเหลืออยู่อีก 4 ประเภทหลักๆ ซึ่งหวังว่าตอนนี้กระเป๋าของท่านน่าจะเริ่มมีที่ว่างมากขึ้นแล้วนะครับ…

5. อุปกรณ์เครื่องเขียน ต้องยอมรับว่าอุปกรณ์เครื่องเขียนที่เมืองนอกแพงจริงอะไรจริงครับ แค่ผมอยากจะซื้อแฟ้มใสสักอันยังคิดแล้วคิดอีก ดังนั้นของในหมวดนี้ผมจึงแนะนำให้ติดไปให้พอใช้ เพราะด้วยน้ำหนักที่ไม่หนักมากแล้วก็ไม่กินพื้นที่กระเป๋า สามารถแทรกไปในพื้นที่ว่างต่างๆ ได้เพราะฉะนั้นก็สมควรจะซื้อพกไปด้วยประการทั้งปวง โดยหลักๆ ก็คงมีเป็นพวกปากกา ดินสอ น้ำยาลบคำผิด เป็นต้น แต่ก็อีกนั่นแหละ ให้เอาไปแต่พอประมาณ เพราะของบางอย่างตลอดการศึกษาที่นั้น เราอาจมีโอกาสใช้แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น เช่น ยาลบคำผิดกับไส้ดินสอกด ผมขนมาเป็นโหล ใช้จริงอันแรกยังไม่หมดเลย หรือว่าพวกกาวชนิดต่างๆ หาโอกาสใช้ได้น้อยมาก ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเอาหลอดใหญ่มา แต่ที่ผมแนะนำให้พกกันมา คือพวกแฟ้มต่างๆ โดยเฉพาะแฟ้มใส เพราะเมื่อเรามาเรียนเมืองนอกเอกสารจะค่อนข้างเยอะ ไม่ใช่ว่าทางมหาลัยจะแจกเอกสารให้หรอกครับ แต่เราจะต้อง print พวกบทความต่างๆ (journal) มาไว้ใช้สำหรับอ้างอิงงานของเรา ซึ่งจะต้องใช้เยอะมากในการเขียนงานหนึ่งๆ อีกอย่างที่จะต้องบอกก็คือเจ้าพวกอุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นของประเภทหนึ่งที่นักเรียนรุ่นก่อนจะต้องการโละ (เพราะขนมาเยอะแล้วใช้ไม่หมดเช่นกัน)

6. เครื่องครัว หมวดนี้จริงๆ ไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่ เพราะของหมวดนี้ค่อนข้างหนักแล้วเราก็ไปหาซื้อที่เมืองนอกได้แม้ราคาอาจจะค่อนข้างแพง แต่ถ้าแชร์กันกับเพื่อนก็จะกลายเป็นราคาที่พอรับได้ หรือร้านขายของบ้างแห่ง เช่น ร้าน Argos (อังกฤษ) ที่เป็นร้านขายของแบบเปิดแคตาล็อก ไม่มีสินค้าโชว์ ร้านนี้จะขายของเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะเครื่องครัว กับเครื่องใช้ไฟฟ้ามีให้เลือกมากมายในราคาสมเหตุสมผล แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ตามธรรมเนียม ของเหล่านี้ก็ยังสามารถไปซื้อต่อจากนักเรียนไทยที่กำลังจะกลับไทยได้อีกเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่เค้าจะไม่ขนกลับกันไป (เชื่อว่าน่าจะขนของฝากไปเต็มกระบุงกันมากกว่า) สมัยผมจัดกระเป๋า ผมพกไปแค่จานชามช้อนส้อม และมีดหั่นอันเล็กๆ ไปอย่างละชุดเท่านั้น แต่ผมเลือกที่จะเอาชามสแตนเลสไปเพราะสามารถนำไปประกอบอาหารได้ด้วย ทั้งต้มมาม่า หรือทอดอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ชามนี้ก็จะมีน้ำหนักขึ้นมาหน่อย ส่วนเพื่อนผมบางคนติดหม้อหุงข้าวเล็กๆ ไป เขาให้เหตุผลว่ามันสามารถใช้ทำกับข้าวได้ด้วย ซึ่งก็เป็นไอเดียที่ดี อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดแต่ละคนครับ

7. เอกสารต่างๆ ผมกำลังหมายถึงเอกสารสำคัญต่างๆ ที่เราอาจจะได้ใช้และไม่ได้ใช้ แต่ถึงอย่างไรเตรียมไปก็ไม่เสียหลาย โดยผมจะเก็บเอาไว้ 3 รูปแบบ คือ ตัวจริง สำเนาและสแกนไปเก็บไว้ใน thumb drive หรือ e-mail แล้วก็อย่าลืมสำเนาส่วนหนึ่งเอาไว้ให้คนทางบ้านด้วย เผื่อคนทางบ้านจะต้องใช้เอกสารใดก็จะได้หยิบใช้ได้สะดวก เอกสารต่างๆ ที่ควรติดไปเท่าที่คิดได้ก็มีดังนี้ครับ

พาสสปอร์ต, บัตรประชาชน (เปลี่ยนให้เป็นแบบใหม่เพราะจะได้มีชื่อภาษาอังกฤษ), ใบขับขี่, สำเนาหน้าวีซ่า, รูปถ่าย, Transcript, ผลทดสอบภาษาอังกฤษ (IELTS, TOEFL), เอกสารประกันสุขภาพ, Resume,จดหมายรับรองจากที่ทำงาน (ถ้ามี), Reference letter, IOM (กรณีไปเรียนที่อังกฤษ), หนังสือรับรองแพทย์ของคนที่มีโรคประจำตัว, สำเนา Bank statement เป็นต้น เอกสารเหล่านี้ ถ่ายสำเนาไว้เผื่อด้วยนะครับ เพราะค่าถ่ายเอกสารเมืองนอกแพงมาก

และสำหรับคนที่คิดว่าจะขับรถที่เมืองนอกก็ควรทำใบขับขี่สากลมาด้วยพร้อมกับนำใบขับขี่ของเราในไทยติดมา (เอาแบบใหม่ที่มีชื่อภาษาอังกฤษของเรา) เพราะเมืองนอกบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เราต้องใช้เอกสารควบคู่กันทั้งสองอย่างสำหรับการเช่ารถ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

8. เบ็ดเตล็ด อุปกรณ์บางอย่างที่ผมจะแนะนำให้เอาไป เช่น เข็มกับด้าย ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้ แต่สุดท้ายก็ได้ใช้จริงๆ เพราะมักมีกรณีกระดุมหลุด กระเป๋ากางเกงขาด เป็นต้น หรืออุปกรณ์เครื่องมือช่างแบบพกพา เพราะแน่นอนว่าเราจะมีเหตุกาณ์ให้ต้องใช้ไขควงหรือคีมแน่นอน สำหรับคนที่ใส่แว่นติดกล่องไขควงสำหรับไขแว่นไปก็ดีนะครับ

นอกจากนี้ผมยังมีข้อแนะนำบางอย่างสำหรับใครที่จะไปเรียนที่เมืองนอก โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ… นั่นคือเรื่องการทำประกันสุขภาพ ถึงแม้ว่าประเทศอังกฤษจะไม่ได้กำหนดให้นักเรียนที่จะต้องไปเรียนเมืองนอกทำประกันสุขภาพเนื่องจากอังกฤษมีสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีของ NHS ที่เป็นองค์ที่ดูแลเรื่องนี้ จากประสบการณ์ตรงของผมทำให้ผมทราบว่าสวัสดิการการรักษาพยาบาลของ NHS คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความเจ็บป่วย เราสามารถไปเข้ารับการรักษากับคลินิคที่เราลงทะเบียนเอาไว้ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ละแวกใกล้ๆ กับที่ที่เราเรียนหรือที่เราอยู่อาศัยโดยเราสามารถเลือกเองได้ตอนลงทะเบียน หากเป็นกรณีแค่เจ็บป่วยธรรมดา แพทย์จะสั่งใบสั่งยา (Prescription) ให้เราเอาไปซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไปเอง โดยไม่คิดค่ารักษาพยาบาล แต่เราต้องออกเงินเองในส่วนของค่ายาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนและชนิดของยาซึ่งก็ไม่ได้แพงมากมายนัก แต่เมื่อใดที่เราเจ็บป่วยหนัก ตามระบบทางคลินิกของ NHS จะส่งเราไปที่โรงพยาบาลที่อยู่ในเครือ NHS ซึ่งความลำบากจะเริ่มขึ้น เพราะกว่าที่เราจะได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล (ในกรณีไม่ฉุกเฉิน) จะต้องรอเค้าทำนัดกับทางโรงพยาบาลซึ่งจะส่งมาเป็นจดหมาย ซึ่งคิวอาจล่าช้าไปไปเป็นเดือน เพราะเนื่องจากมันฟรี ก็เลยมีคนอีกจำนวนมากที่มารอใช้ริการอยู่ บางทีอาจรอจนอาการหายหรือไม่ก็คงตายไปก่อนแล้ว ยิ่งหากต้องมีการรักษาต่อเนื่อง พบหมอครั้งหนึ่ง แล้วก็ต้องรอคิวอีกทีไปเป็นเดือน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันฟรีทุกอย่างจริงๆ ในทางกลับกันหากเราจะไปโรงพยาบาลเอกชน ก็ทำได้แต่จะต้องมีการ refer จากคลินิก NHS เช่นกัน (ที่นี่เดือนดุ่มๆๆ เข้าไปเหมือนโรงพยาบาลไทยไม่ได้) ซึ่งค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งนั้นแพงหูฉีก ย้ำครับแพงหูฉีก!!! นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้ทำประกันสุขภาพมาก่อน เพราะเราจะได้เข้าโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล และจะได้รับการรักษาที่รวดเร็วด้วย

การจัดเตรียมของไปเมืองนอกอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่หากเรามีการวางแผนที่ดี ผมก็เชื่อว่ามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง ถ้าคิดจะไปเมืองนอกก็ต้องดูแลตัวเอง หากเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ ผมว่าชีวิตของคุณช่วงที่อยู่เมืองนอกก็ค่อนข้างจะลำบากแล้วละครับ อย่างไรซะก็ขออวยพรให้เหล่าผู้แสวงบุญในต่างแดนทุกท่านโชคดีนะครับ…

Things to prepare checklist

————————————————————————————-

บทความที่เกี่ยวข้อง

การจัดเตรียมของก่อนไปเรียนเมืองนอก (ตอนที่1)

The Beginning of journey for study aboard

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 1)

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 2)

7 สิ่ง ของการค้นหาสภาพแวดล้อมที่ดีของการเรียน MBA

How to cover the cost of an MBA?

เจ้านายที่รักของคุณจะว่ายังไง หากคุณคิดจะเรียน Online MBA?

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook