You Are Here: Home » Inter Article, MBA Inter, Study Abroad » The Beginning of journey for study aboard

ทำไมต้องไปเรียนเมืองนอก…?

By Mr. OneLife

MBA students

ผมว่าหลายคนคงมีเหตุผลต่างๆ นานาในการเลือกไปเรียนเมืองนอกนะ บางคนอาจคิดว่าเพื่อเอามาเป็นแต้มต่อสำหรับการทำงาน บางคนอาจต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษ แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปเรียนเมืองนอกเพื่ออะไร แค่ที่บ้านอยากให้เรียนเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตามที่ทำให้คนเหล่านี้จะไปเรียนเมืองนอก แต่ที่แน่ๆ ผมว่าท่านเหล่านี้โชคดีมากทีเดียวครับ

ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสได้ไปเรียนต่อป.โท MBA ที่ประเทศอังกฤษ ก็เป็นเหตุผลคล้ายๆ กับคนอื่น คืออยากมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่ผลประโยชน์แอบแฝงที่ซ้อนอยู่ของผมนั้น ก็คือ…

การไปเที่ยวยุโรป วู้ฮู!!! (แอบคิดในใจหลังจากเครื่องทะยานออกจากสุวรรณภูมิแล้วนะเนี่ย ฮ่ะฮ่ะ)

สำหรับใครที่มีไอเดียอย่างไปเรียนต่อเมืองนอกแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ย้ำนะครับว่าเริ่มต้น เพราะผมเชื่อว่าพอท่านเริ่มต้นได้แล้วข้อมูลต่างๆ จากทั้งเอเจนซี่ หนังสือแนะนำต่างๆ หรือเว็บไซต์แนะนำการไปเรียนต่อนอกหลายๆ เว็บ คงจะพาท่านไปต่อเอง (ผมเป็นเพียงผู้ชี้แสงสว่างจากปลายอุโมงค์เท่านั้น) ซึ่งแนวทางของผมก็มาจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ถึงมันอาจจะไม่ใช่หลักการที่ถูกต้อง 100% แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนชีวิตงงๆ อย่างผมไปถึงฝั่งฝันมาแล้ว

1.    หาข้อมูล ขั้นตอนนี้ทุกคนพูดเหมือนกันหมดครับ หาข้อมูล หาข้อมูล หาข้อมูล แต่จะเริ่มจากไหนก่อนนี้ละซิที่ยาก หลายคนเริ่มจากการหาข้อมูลจาก internet ซึ่งมันก็เป็นวิธีการเริ่มต้นสุดคลาสสิคของคนยุคนี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ผมจะแนะนำว่าให้หาข้อมูลคร่าวๆ ไปก่อนก็ได้ ไม่ถึงกับต้องเจาะลึกถึงข้อมูลมหาวิทยาลัยต่างๆ เอาแค่ว่าพอจะทำให้คุณมีไอเดียว่าอยากจะเรียนที่ประเทศอะไร เรียนวิชาอะไร ชีวิตความเป็นอยู่ที่ประเทศนั้นๆ เป็นอย่างไร เผื่ว่าอพอจะมีข้อมูลไปคุยกับตัวแทนศึกษาต่อต่างประเทศ ใช่ครับ…ผมอยากให้คุณได้คุยกับตัวแทนเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าผมได้ค่านายหน้าจากบริษัทเหล่านี้นะครับ แต่ผมขอบอกว่าบริษัทตัวแทนศึกษาต่อต่างประเทศเหล่านี้คือแหล่งวัตถุดิบชั้นดีในการหาข้อมูลเชิงลึก แต่คำถามแรกที่คุณจะถูกถามเมื่อเข้าไปคุยกับเค้าก็คือ น้องอยากเรียนประเทศอะไร?? อยากเรียนด้านไหน?? ซึ่งถ้าคุณไม่มีข้อมูลในหัวเลย มันก็อาจจะทำให้อะไรๆ ดูยากไปหมด หรืออาจทำให้เราไม่กล้าจะเดินไปหาตัวแทนเหล่านี้ หรือถึงกล้าเราก็คงฟังเค้าแบบงงๆ ผมแนะนำให้เข้าไปคุยกันตัวแทนหลายๆ บริษัท ย้ำนะครับว่าต้องไปคุยหลายๆ ที่ เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลหลายๆ ด้าน เพราะแต่ละตัวแทนก็เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นเค้าจะพยายามจูงใจให้เราไปสมัครมหาวิทยาลัยที่เค้าเป็นตัวแทนอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็อย่างเพื่อไปใจอ่อนกับที่ใดที่หนึ่ง พยายามใจแข็งเก็บข้อมูลไปก่อน ถึงเราไม่ได้สมัครกับเค้า เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ เพราะมันเป็นงานของเค้าอยู่แล้วที่จะต้องคอยให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจ อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานศึกษาต่อต่างๆ ที่จัดโดยทั้งหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน เพราะงานเหล่านี้จะมีฝรั่งที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาให้ข้อมูลโดยตรง โดยเราสามารถเข้าไปพูดคุยหรือสอบถามข้อมูลที่ลึกขึ้นไปอีกได้ เช่นเรื่องของหลักสูตร สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย รวมถึงเมืองๆ นั้น ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเพราะคนเหล่านี้ก็คือคนที่เขาทำงานที่มหาวิทยาลัยนั้นจริงๆ

2.    เตรียมเอกสาร    โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยจะต้องการเอกสารสมัคร เช่น Transcript, Statement of Purpose, Reference letter, จดหมายรับรองการทำงาน (ถ้ามีประสบการณ์การทำงาน) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมมองว่าเราสามารถเตรียมก่อนได้ โดยเฉพาะ Reference letter ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลานาน เพราะกว่าคนที่เราขอให้เขียนรับรองนั้นเค้าก็มีภาระของเค้าเหมือนกัน ไอ้เราอยู่ๆ ไปขอให้เค้าเขียนรับรองให้ งานเค้าก็ไม่ใช่ ได้เงินก็ไม่ได้เงิน ก็ต้องค่อยๆ รอกันไป กว่าจะได้มาก็กินเวลาอย่างต่ำ 1 อาทิตย์แน่นอน หรืออาจลากยาวไปเป็นเดือนก็มี ดังนั้นเอกสารเหล่านี้ถ้ามีเวลาก็เตรียมไปเถอะครับ เพราะมันได้ใช้แน่ๆ และเมื่อถึงเวลาจะต้องใช้ก็จะได้เอาออกมาใช้ทันที ไม่มีเสียโอกาสครับ

3.    ยื่นใบสมัคร ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้หลายๆ มหาวิทยาลัยเปิดรับใบสมัคร online ซึ่งทำให้การศึกษาต่อในต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก แต่ทั้งนี้การสมัครผ่านตัวแทนก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเพราะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกสบาย (แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่นะครับ) โดยแต่ละแบบก็จะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไป การสมัครออนไลด์มีข้อดี คือเราสามารถสมัครมหาวิทยาลัยที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่มีใครมาว่าแม้เกรดจะง่อยเปลี้ยแต่อยากเข้า Oxford University เราก็สามารถสมัครได้ (แต่เค้าคงตอบ reject กลับมาภายใน 1 ชั่วโมง) เพราะบางครั้งการที่เราไปสมัครกับตัวแทน ทางฝั่งตัวแทนจะมีการสกรีนนักเรียนที่จะส่งไปเบื้องต้น หรือไม่ก็พยายามโน้มน้าวให้สมัครกับมหาวิทยาลัยที่บริษัทเป็นตัวแทนอยู่ ดังนั้นการที่เราส่งใบสมัครเองก็จะทำให้เรามีเสรีในการสมัครมหาวิทยาลัยที่เราอยากไปจริงๆ และบ่อยครั้งที่มหาวิทยาลัยที่เราต้องการตอบรับเราทางการสมัครรูปแบบนี้ แต่ข้อเสียก็คือความไม่สะดวกสบายในการสมัคร เพราะเวลากรอกใบสมัครออนไลน์น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที เพราะจะต้องถูกให้กรอกประวัติรากเหง้าของตัวเอง ยิ่งสมัครเยอะก็ยิ่งเสียเวลามาก ไหนจะต้องคอยเตรียมเอกสารเองทุกอย่างยิ่งทำให้ยุ่งยาก แต่หากสมัครผ่านตัวแทน แน่นอนเราย่อมได้รับความสะดวกสบายตามมา เพราะเพียงแค่เอาเอกสารพวกประวัติ, Transcript ฯลฯ ตามที่บริษัทตัวแทนต้องการ เท่านี้ เราอยากจะสมัครเป็นสิบๆ มหาวิทยาลัยก็ย่อมทำได้ แต่แต่ละตัวแทนก็อาจมีมหาวิทยาลัยไม่ครบที่เราต้องการ ดังนั้นก็จำเป็นต้องสมัครผ่านหลายๆ บริษัทตัวแทน ซึ่งก็ไม่ผิดประการใด แต่อย่างไรก็ตาม แต่ข้อเสียดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องของข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยที่จะสมัครหรือการที่บ้างครั้งตัวแทนไม่อยากส่งประวัติของเราเข้าในบางมหาวิทยาลัย อาจจะเพราะคุณสมบัติเราต่ำกว่า requirement ของมหาวิทยาลัย เพราะความจริงก็คือทางมหาวิทยาลัยที่ให้บริษัทเอเจนซี่นั้นเป็นตัวแทนก็เนื่องจากต้องการให้บริษัททำหน้าที่กรองนักเรียนในขั้นต้น เกรดต่ำๆ อย่างบางคนเข้ามาก็อาจจะถูกบริษัทตัวแทนปฎิเสธตั้งแต่ไก่โห่ อีกอย่างบริษัทตัวแทนศึกษาต่อใช่ว่าจะดีทุกแห่ง บางที่ก็บริการดีก็ดีไป แต่บางที่พอเราสมัครกับเค้าแล้วก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ต้องคอยตามนู่นตามนี้เอง จนบางครั้งรู้สึกว่าจะมีตัวแทนไปทำไม อย่างเช่นตอนผมสมัครก็มีทั้งสมัครมหาวิทยาลัยบางที่ด้วยตัวเองพราะรู้ว่าเกรดไม่ดีพอจะฝากเอเจนซี่ได้ และอีกทางก็คือใช้เอเจนซี่สมัครในบางมหาวิทยาลัย สรุปสุดท้ายก็เลือกมหาวิทยาลัยที่ทางบริษัทตัวแทนสมัครให้ แต่ช่วงดำเนินการนี้ก็รู้สึกว่าจะมีเอเจนซี่ไปทำไม (ทำเองเกือบหมดทุกอย่าง) ต้องคอยโทรตามเช้าเย็นให้ดำเนินการแต่ละอย่าง

ที่กล่าวมาก็คือการเตรียมตัวจะไปศึกษาต่อเมืองนอกในเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มืดบอดในการเริ่ม เดี๋ยวจะเล่าต่อไปว่าหลังจากเราสมัครได้มหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว จะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร…

————————————————————————————-

บทความที่เกี่ยวข้อง

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 1)

 มองหา MBA ที่ใช่ (ตอนที่ 2)

7 สิ่ง ของการค้นหาสภาพแวดล้อมที่ดีของการเรียน MBA

How to cover the cost of an MBA?

เจ้านายที่รักของคุณจะว่ายังไง หากคุณคิดจะเรียน Online MBA?

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook