You Are Here: Home » Business, Top Article » เมื่อห้าง HARRODS บุกจีน

Harrods

เป็นที่น่าสงสัยว่าสถานที่อันสุดแสนจะโดดเด่นของลอนดอนแห่งนี้จะสามารถทำยอดขายได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับวันเวลาที่ยิ่งใหญ่เมื่อเนิ่นนานผ่านมา หรือ HARRODS จะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้สมตามราคาคุยได้หรือไม่ ว่ามีโลกใบใหม่เกิดขึ้นด้วยมือของตนจริงๆ…บางคนกำลังรอไขความลับนี้อยู่

ถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องจับตามองกันเลยทีเดียว เมื่อห้างสรรพสินระดับไฮเอนด์อย่าง HARRODS จะอุทิศให้กับสุดยอดไอเดียหนึ่งเดียวของแบรนด์ นั่นคือ ลูกค้าของพวกเขาต้องก้าวเข้าสู่โลกใบใหม่ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ประมาณว่าในมิติของโลกคู่ขนานนั้น การดำเนินการใดๆ นับสิบๆ ครั้งย่อมดีกว่าทำอะไรเต็มที่เพียงครั้งเดียว ดังนั้นแล้วประโยคที่ว่า “Enter a different world” จึงเป็นสโลแกนล่าสุดที่เกิดขึ้นเพื่อโฆษณาให้ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ชื่อดังแห่ง The Knightsbridge อย่าง Harrods ที่เริ่มกิจการตั้งแต่ศตวรรษที่ 1970 ถึงปัจจุบันซึ่งก็คือศตวรรษที่ 1990 ได้หยิบเอามาใช้กับแคมเปญล่าสุดของแบรนด์

จะว่าไปวันนี้ห้าง HARRODS เป็น different world ของจริง แถมยังถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ของแบรนด์ที่ผสมผเสกันออกไป ถึงแม้ว่ายังคงเน้นย้ำจุดขายของตัวเองว่าฉันนี่แหละเป็นอังกฤษจ๋าๆ ด้วยการโหมกระหน่ำ PR ตัวเองด้วยรากเหง้าแห่งความเป็นวิคตอเรียนรวมทั้งทรวดทรงสถาปัตกรรมของตนเอง ไม่นับรวมการจัดสรรซัพพลายเออร์ทุกขั้นตอนด้วยคอนเซปต์ “Everything London” แต่อย่างที่เราๆ รู้กันคือ HARRODS ตกเป็นของเจ้าของคนใหม่ชาวตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 1985 มาแล้ว เมื่อ Mohamed Al Fayed คนดังในโมเมนต์หนึ่งของประวัติศาสตร์ได้ซื้อเอาไว้ นับแต่นั้นมาห้างนี้เลยมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกมากขึ้น สิ่งนี้หมายถึง HARRODS ได้สูญเสียความเป็นตัวเอง เสียการการันตีที่เป็นที่ยอมรับ เสียวัฒนธรรมขององค์กรตน รวมทั้งยังทำลูกค้าชาวอังกฤษหายไปจำนวนหนึ่ง —toffs และ Sloanes—เริ่มขับเคลื่อนกำจัดสัญญาณหายนะดังกล่าวโดยการโหมโปรโมตให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากกลับมาเดินที่ HARRODS รวมทั้งยังได้รับเงินสนับสนุนก้อนใหม่จาก Essex และจาก  Egypt และถึงแม้ว่านี่จะเป็นปีที่ 2 ตั้งแต่ตระกูล Fayed ขายกิจการของ HARRODS ให้แก่ราชวงศ์ Qatari royal แต่ก็มีแนวโน้มว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการปกป้องมากขึ้น

หากคุณเดินเข้าไปท่ามกลางแผนกเครื่องแต่งกายสตรีที่ชั้น 1 ก็เตรียมตัวไว้เลยว่าจะพบกับช็อปของดีไซเนอร์นานาชาติทั้ง Céline ที่ได้รับการรับรองจากบรรณาธิการแฟชั่น รวมทั้งผลงานของ Roberto Cavalli จาก kaftan-glam แต่หลายๆ แบรนด์ในห้างนอกจากที่ยกตัวอย่างมานั้นก็ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาว HARRODS ทั้งสิ้น คุณยังเกาะติดโทนสีกลางๆ ด้วยการเพลย์เซฟ ทั้งเสื้อผ้าโทนสีน้ำเงินเข้ม โทนสีแดง และโทนสีพีช ที่ห้างนำมาโชว์เรียกน้ำจิ้ม (แน่นอนว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของคนที่จะมายืนกระสับกระส่ายหรือเสียเซลฟ์) หรือถ้ายังไม่หนำใจพอ อยากจะสัมผัสกับทุกแบบและทุกช่วงสีของดีไซเนอร์ชนิดจัดเต็ม ก็ไปดูที่ช็อปของพวกเขาได้เองในชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว เหมือนๆ กับที่จะไปแผนกเครื่องแต่งกายบุรุษที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิด

จากข้างถนนก็มีแฟชั่นโดนๆ เหมือนกัน “Denim Lab” แผนกที่วัยรุ่นซึ่งมีงบจำกัดชื่นชอบเพราะพวกเขายังสามารถเสพแฟชั่นได้ในราคาสบายกระเป๋าอยู่มาก เรียกได้ว่าเดินออกไปพร้อมลุคใหม่ที่แก้ไขแล้วด้วยดีไซเนอร์ชื่อดังจาก Topman หรือ Superdry เลยทีเดียว นอกจากนั้นที่สำคัญที่สุด ในวันพุธช่วงพักกลางวันที่มักจะมีตลาดมากมายคล้ายๆ ตลาดนัดบ้านเรา ซึ่ง HARRODS ใจกว้างมากที่จะทิ้ง shopfloor ทั้งชั้นไว้สำหรับบริการคนที่จะแวะเข้าไปใช้ที่ว่างในการลองเสื้ออีกด้วย

ฟู้ดฮอลล์ของ HARRODS ก็ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะเป็นอะไรที่หรูหรามาก หากได้มีโอกาสไปนั่งกินข้าวที่นั่นก็ขอให้นึกจินตนาการถึงอารมณ์ที่คล้ายๆ กับว่าคุณได้เป็นภริยาของท่านเคาท์ และกำลังเรียกสั่งอาหารจากบริกรในท่วงท่ากริยาที่สง่างามกระนั้นกันเลยทีเดียว ดึงดูดให้ลูกค้าทั้งชาวอังกฤษและไม่ใช่อังกฤษหวนคิดถึงความเป็นอังกฤษ-อังกิ๊ด-อังกฤษ ได้อย่างเปี่ยมล้น ทั้งเพดานที่หรูหรา การประดับประดาตกแต่งร้าน กลิ่นหอมที่โชยมาของแฮมและพาย โดนัทที่ตกแต่งด้วยน้ำตาลเคลือบลายธงชาติอังกฤษ รวมทั้งอาหารหลักของชาวถนนที่อังกฤษ นั่นก็คือแอปเปิ้ลสดฉ่ำหวานกรอบใส่ตะกร้าวางประดับอยู่ทั่วไป ทุกๆ บริเวณล้วนเน้นการมีเครื่องประดับประดาตกแต่ง ทั้งกระดานหมากรุกคริสตัล กระเป๋าถือประดับคริสตัล และการลงทุนผลิตสินค้าสัญชาติอังกฤษใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาก็คือห้องเสื้อของ Victoria Beckham รวมทั้งโถงจัดแสดงความระลึกถึง Dodi Fayed และ เจ้าหญิงไดอาน่า

การแสดงออกถึงความเป็น The Knightsbridge ยุคใหม่ยังไม่หมดแค่นี้ เมื่อตราบใดที่ The Knightsbridge ยังคงเป็นบ้านของกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ HARRODS ตราบใดที่ลูกค้ามากมายยังไหลบ่ามาจาก The Knightsbridge แบรนด์นี้ก็ยังตั้งใจที่จะดำเนินกลยุทธ์นี้ต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่า HARRODS นั้นเป็นมากกว่าคำว่าเดินมาถูกทาง เมื่อผลประกอบการแสดงว่าในปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า £ 1,000,000,000 ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งนั้นอาจมาจากโดย “เฟอร์นิเจอร์ไลฟ์สไตล์นานาชาติ” บนชั้นที่ 3 หรือคอลเลกชันของม้าลายไม้มะเกลือ Macassar ซึ่งมีวางแสดงอยู่ในโซนกิฟต์ช็อปของห้าง รวมทั้งส่วนใหญ่ที่มีตามชั้นที่ 2 และ 3 ของสนามบินในประเทศ ฯลฯ

Harrods ก็เหมือนผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ที่เริ่มจะหยั่งรากลงสู่ประเทศจีน โดยเตรียมจะเริ่มดำเนินการว่าจ้างผู้ช่วยชาวจีนแมนดารินกว่า 60 อัตรา เพราะพบว่าเพียงแค่ในไตรมาสแรกของปี 2011 ยอดขายของแบรนด์ในจีนก็เพิ่มขึ้น 40% (ปีต่อปี) ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังมีความสุขเป็นส่วนที่เหลือของโลกที่จะซื้ออะไรที่หรูๆ หรืออะไรที่เป็นกลิ่นอายของอังกฤษ อังกิ๊ด อังกฤษ นี่จริงๆ เลยเชียว

แปลและเรียบเรียงจาก INTELLIGENT LIFE magazine ฉบับ May/June 2012 และ The Economist

————————————————————————————————

บทความที่น่าสนใจ

Pinterest กระแสปักหมุดการตลาดตรงจุด

แคมเปญการตลาดของยีนส์ Levi’s ผ่าน Instagram

Next Step ′วัน-ทู-คอล′ จังหวะก้าวยักษ์ ′เอไอเอส′

ห้างจีนบุกไทย สินค้าไทยก็ต้องไปเพื่อนบ้าน

Unique Marketing น็อกลูกค้าด้วยการตลาดแบบ SME

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook