You Are Here: Home » Arts, Top Article » พ่อของแผ่นดิน อัครศิลปินแห่งสยาม

“คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการ และรู้หลักทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนต่างๆ ต่อไป งานวิชาการก็ทำนองเดียวกัน จะต้องรู้หลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีใจทางศิลปะจึงจะสามารถพัฒนางานนั้นให้ดีไปได้ และในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการและต้องมีใจรัก ตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้น สรุปว่า ทั้งสามส่วนเป็นความสำคัญ ซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกัน งานศิลปะมีความสำคัญต่องานทั้งปวง ศิลปินเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ สมควรจะยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป”

พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 24 กุมภาพันธ์ 2529

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทยอย่างล้นเหลือแล้ว พระองค์ท่านยังมีความเป็นเลิศทางด้านงานศิลปะในหลายแขนง ทั้งด้านดนตรี การถ่ายภาพ ด้านจิตรกรรม ด้านวรรณกรรม และหัตถกรรม

ผลงานของพระองค์นั้นถือว่าจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม จนได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “อัครศิลปิน” ที่แปลว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ”หรือ”ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” เป็นศิลปินแห่งศิลปินที่ยังความปลาบปลื้มให้แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนัก

King Bhumibol (1)

คีตราชัน

พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หาใช่ปรากฏเฉพาะในสายตาปวงชนชาวไทยเท่านั้น หากแต่นานาประเทศต่างก็ยอมรับว่าพระองค์ท่านมีความสามารถทางด้านดนตรีไม่เป็นที่สองรองใคร โดยพระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน” ขึ้นเป็นเพลงแรก ในปี พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบันรวมทั่วสิ้นกว่า 43 เพลง โดยมีบทเพลงที่คนไทยคุ้นเคย อาทิ ชะตาชีวิต ยามเย็น ใกล้รุ่ง พรปีใหม่

นอกเหนือจากการพระราชนิพนธ์เพลง พระองค์ยังทรงพระปรีสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด โดยมีเครื่องดนตรีที่โปรดปราน เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต นอกจากนี้ยังทรงกีตาร์และเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยพระองค์ท่านได้ทรงดนตรีกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman)ยอดนักคลาริเน็ตชื่อก้องโลก หลุยส์ อาร์มสตรอง(Louis Armstrong)นักเป่าทรัมเป็ตชื่อกระฉ่อนโลก แจ็ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarder)นักตีระนาดเหล็กสากล สแตน เก็ตส์ (Stan getz) นักเป่าแซกโซโฟนชื่อดัง

นนท์ บูรณสมภพ หนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีอ.ส.วันศุกร์ ตำแหน่งแซกโซโฟน เล่าว่า เรื่องของพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระเจ้าอยู่หัวนั้นสืบเนื่องมากจากพระองค์ทรงมีความรักในดนตรี โดยแนวเพลงที่ทรงโปรดปรานคือดนตรีแจ๊ซ ดิ๊กซีแลนด์ ซึ่งเป็นแจ๊ซที่มีจังหวะตื่นเต้นครื้นเครงสนุกสนาน ส่วนเพลงคลาสสิกก็ทรงโปรดเช่นกัน

“สำหรับเรื่องพระปรีชาของพระองค์ท่านนั้น เป็นที่ล่วงรู้กันดีอยู่แล้วในวงการนักดนตรี พระองค์ท่านทรงซ้อมดนตรีทุกค่ำวันศุกร์และวันอาทิตย์ กับวง อ.ส.วันศุกร์ ชื่อวง อ.ส.วันศุกร์มาจากคำว่าพระที่นั่งอัมพรสถาน เป็นที่ออกอากาศครั้งแรกของวง เพราะทรงต้องการให้ประชาชนมีช่องทางติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามพิธี และพระองค์ท่านยังทรงทำความสะอาดเครื่องดนตรีด้วยพระองค์เอง

เพลงทุกเพลงที่พระราชนิพนธ์ขึ้นล้วนมีความหมายในตัว อย่างเพลง “พรปีใหม่” ซึ่งพระราชทานเนื่องในวันปีใหม่ เพลง “เราสู้” พระราชทานแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยขณะพระราชนิพนธ์เพลง มีความสนพระราชหฤทัยที่จะค้นคว้าอย่างลึกซึ้งด้านดนตรี นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีหลายๆ ประเภทอย่างที่รู้จักกันดีและเป็นเครื่องดนตรีที่ทรงโปรดก็คือ “แซกโซโฟน” ที่พระองค์ท่านเล่นได้ไพเราะที่สุดยากหาใครเสมือนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งในประเทศและหมู่ชาวต่างชาติ”

ด้านดนตรี

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด เช่น เปียโน, แซกโซโฟน, คลาริเน็ต, ทรัมเป็ต, กีตาร์ ฯลฯ ทรงสนพระทัยในวิชาดนตรีอย่างจริงจัง และศึกษาอย่างลึกซึ้งจนถึงการเขียนโน้ตและการบรรเลงแบบคลาสสิก

นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง 48 เพลง โดยบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งในลีลาของเพลงแจซซ์ คลาสสิก เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้อง ในบางคราวยังใช้พลังแห่งเสียงดนตรีเพื่อสร้างและให้เป็นกำลังใจแก่ประชาชน เช่น เพลง’เราสู้’ และเพลง ‘ความฝันอันสูงสุด’ โดยบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกก็คือ ‘แสงเทียน’ ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา

ในจำนวนบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้ง 48 เพลงนั้น มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองก่อน และใส่เนื้อร้องภาษาอังกฤษภายหลัง 5 เพลง คือ แว่ว (Echo), ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind), เตือนใจ (Old Fashioned Melody), ไร้เดือน (No Moon) และเกาะในฝัน (Dream Island)

ส่วนเพลงที่พระราชนิพนธ์คำร้องก่อน และใส่ทำนองภายหลัง คือ ความฝันอันสูงสุดและเราสู้

เพลงที่พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เฉพาะทำนองเพลง และโปรดฯ ให้ผู้อื่นประพันธ์เนื้อเพลง มีทั้งสิ้น 41 เพลง ได้แก่

  1. แสงเทียง (Candlelight Blues)
  2. ยามเย็ย (Love at Sundown)
  3. สายฝน (Falling Rain)
  4. ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
  5. ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
  6. ดวงใจกับความรัก (Never Mind the H.M. Blues)
  7. มาร์ชราวัลลภ (Royal Guards March)
  8. อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
  9. เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
  10. คำหวาน (sweet Words)
  11. มหาจุฬาลงกรณ์
  12. แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
  13. พรปีใหม่
  14. รักคืนเรือน (Love Over Again)
  15. ยามค่ำ(Twilight)
  16. ยิ้มสู้ (Smiles)
  17. มาร์ชธงไชยเฉลิมพล
  18. เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
  19. ลมหนาว (Love in Spring)
  20. ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
  21. Oh I say
  22. Can’t You Ever See
  23. Lay Kram Goes ฏรปรำ
  24. ค่ำแล้ว (Lullaby)
  25. สายลม (I Think of You)
  26. ไกลกังวล (When)
  27. แสงเดือน (Magic Beams)
  28. ฝัน (Somewhere Somehow)
  29. มาร์ชราชนาวิกโยธิน
  30. ภิรมย์รัก (A Love Story)
  31. Nature Waltz
  32. The Hunter
  33. Kinari Waltz
  34. แผ่นดินของเรา (Alexandra)
  35. พระมหามงคล
  36. ยูงทอง
  37. เกษตรศาสตร์
  38. เรา-เหล่าราบ ๒๑
  39. Blues for uthit
  40. รัก
  41. เมนูไข่

ในปี พ.ศ. 2507 พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เด็จเยือนประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก และในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2507 สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (The Institute of Music and Arts of the City of Vienna) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาและสมาชิกกิตติมศักดิ์หมายเลขที่ 21 แด่พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว และจารึกพระนามาภิไธยของพระองค์ลงบนแผ่นหินสลักของสถาบัน ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรตินี้

King Bhumibol (2)

จิตรกรรมฝีพระหัตถ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยงานด้านจิตรกรรม ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงฝึกเขียนเองและทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ เมื่อสนพระราชหฤทัยงานเขียนของศิลปินผู้ใด ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้น ถึงที่พักเพื่อทอดพระเนตรวิธีการทำงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการผสมสี ตลอดจนเทคนิควิธีการต่างๆ พระองค์ทรงนำวิธีการทำงานของเขามาสร้างสรรค์งานของพระองค์ขึ้นใหม่ให้เป็นแบบฉบับของพระองค์เอง

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ได้บรรยายไว้ในหนังสือจิตรกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเขียนภาพเหมือนซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือนอันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงชื่นชมในงานของศิลปินอื่นเสมอ และดูจะไม่เคยทรงพอพระราชหฤทัยกับภาพเขียนของพระองค์ และวิธีการที่ทรงเคยใช้อยู่แล้ว และแม้ว่าโปรดที่จะค้นคว้าหาวิธีใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ

ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังคงเค้าลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์โดยเฉพาะ ขณะที่ทรงวาดภาพนามธรรมที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสาระ ดังเช่น ภาพที่พระราชทานชื่อว่า วัฏฏะ,โลภะ,โทสะ,ยุแหย่,อ่อนโยน, บุคลิกซ้อน ก็ยังทรงเขียนรูปในลักษณะสวยงามน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มได้ดีอีกด้วย ทั้งที่ไม่สู้จะตรงกับพระราชอัธยาศัยเท่าใดนัก ในฐานะจิตรกร ขณะทรงงานทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรง ทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรดเส้นโค้ง แต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย”

ด้านจิตรกรรม

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในงานจิตกรรมมาตั้งแต่ยังประทับอยู่เมืองโลซานน์ โดยเริ่มต้นจากการซื้อหนังสือเกี่ยวกับศิลปะมาศึกษาด้วยพระองค์เอง ภายหลังที่เสด็จฯ ขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังเมื่อราวปี พ.ศ.2502 โดยทรงใช้เวลายามว่างจากพระราชภาระกิจในตอนค่ำ

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างสรรค์งานศิลปะจิตรกรรมไว้มากพอสมควร ซึ่งจิตรกรรมฝีพระหัตถ์นั้นสามารถจำแนกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. าพเหมือนจริง (Realistic) ทรงเริ่มงานจิตรกรรมจากภาพเหมือนจริงซึ่งภาพที่ทรงเขียน ส่วนมากจะเป็นพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ซึ่งมักจะเป็นภาพเขียนครึ่งพระองค์เป็นส่วนใหญ่
  2. ภาพเอ็กซเพรสชันนิสม์ (Expressionism) เป็นงานที่ทรงพัฒนาขึ้นจากการสร้างสรรค์งานแนวเหมือนจริง ซึ่งศิลปะแนวนี้เน้นการแสดงออกทางความรู้สึกอย่างฉับพลันของศิลปิน
  3. ภาพศิลปะแนวนามธรรม (Abstractionism) เป็นงานที่แสดงออกของพระอารามณ์และความรู้สึกอย่างอิสระ ปราศจากรูปทรงและเรื่องราว

ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว ได้ร่วมแสดงในงานศิลปะหัตถกรรมแห่งชาติ 4 ครั้ง

  • งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14 : วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504
  • งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 15 : วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
  • งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 16 : วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
  • งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 17 : วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2504

ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี กรมศิลปากรได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดนิทรรศการฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ณ พิพธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2525

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2508 มหาวิทยาลัยศิลปากรยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากปี พ.ศ. 2510 ด้วยพระราชภาระกิจมากมายที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน จึงมิได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมเพิ่มขึ้นอีกเลย รวมภาพฝีพระหัตถ์จิตรกรรมที่เผยแพร่ให้ประชาชนได้ชื่นชมในอัจฉริยภาพทั้งสิ้น 47 ภาพ และที่ยังไม่เคยเผยแพร่อีกจำนวน 60 ภาพ

ด้านประติมากรรม

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาค้นคว่าเทคนิควิธีการต่างๆ ในงานประติมากรรมด้วยพระองค์เองทั้งการปั้น การหล่อ และการทำแม่พิมพ์

ผลงานประติมากรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief) เก็บรักษาไว้ในตู้บนพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต 2 ชิ้นคือ

ชิ้นที่ 1 รูปปั้นหญิงผู้เปลือยคุกเข่า ความสูง 9 นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน

ชิ้นที่ 2 พระรูปปั้นครึ่งพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ความสูง 12 นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน

นอกจากนี้ผลงานประติมากรรมแบบลอยตัวแล้ว พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2508 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.

เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 มีพระราชดำริให้สร้างพระพิมพ์ส่วนพระองค์โดยโปรดเกล้าฯ ให้แกะแบบแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีด แล้วหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ต่อจากนั้นทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งหล่อจากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ พระพิมพ์ชุดนี้รู้จักกันในนาม ‘พระสมเด็จจิตรลดา’ หรือ ‘พระกำลังแผ่นดิน’

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 ได้มีพระราชประสงค์ที่จะทรงทดลองหล่อพระเศียรพระพุทธรูปด้วยพระองค์เองจากแบบพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว เริ่มแรกทรงหล่อจากเศียรลงมาถึงพระอุระในระยะต่อมาจึงทรงหล่อท่อนล่างต่อจนครบองค์ แม้แต่ละส่วนจะแยกกันหล่อ แต่ปรากฎว่าทรงต่อได้เรียบเนียนตลอดทั้งองค์พระ

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2509 ทรงหล่อพระพุทธนวราชบพิตร ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จำนวน 100 องค์ เพื่อพระราชทานไปประดิษฐานยังจังหวัดต่างๆ

ในระยะหลัง พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชภาระกิจมากจนไม่มีเวลาที่จะทรงสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมอีก แต่อย่างไรก็ตามผลงานฝีพระหัตถ์ที่ผ่านมาล้วนแสดงถึงพระอิจฉริยภาพในเชิงประติมากรรมได้อย่างชัดเจน

ด้านงานหัตถกรรม

พระอัจฉริยภาพด้านงานหัตถกรรมในพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวมีพื้นฐานจากเมื่อทรงพระเยาว์ โปรดที่จะประดิษฐ์ของเล่นต่างๆ ด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อง และเรือจำลอง เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าประทานไว้ในหนังสือ ‘เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์’ ว่า พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มสนพระทัยการต่อเรือตั้งแต่ยังประทับอยู่โลซานน์

“…ได้เริ่มทำเรือต่างๆ ด้วยไม้ เช่น แบบเรือรบที่ไม่มีขาย ในระยะนั้นกำลังทำเรือใบใหญ่พอสมควร ใบก็เย็บเองด้วยจักร เสร็จแล้วก็เหลือแต่การทาสี เมื่อเริ่มไปแล้วก็พอดีเป็นเวลาที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะอพยพออกไปจากสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่าว่าทุกคนก็ถามอย่าล้อๆ ว่า เรือจะแห้งทันไหม”

ดังกล่าวถึงในพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาไว้แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬาเรือใบ และทรงได้ยอดเยี่ยมจนได้รางวัลเหรียญทองในการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงมีพระปรีชาสามารถในเชิงช่าง ทรงออกแบบและต่อเรือใบประเภทต่างๆ ได้อย่างประณีตงดงาม

ม.จ. ภีศเดช รัชนี เล่าประทานไว้ในหนังสือ ‘ชีวิตชั้นๆ’ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะต่อเรือด้วยพระหัตถ์เอง เพราะว่าที่โรงเรียนก็ทรงงานด้านช่างไม้ ม.จ. ภีศเดชจึงกราบบังคมทูลแนะนำว่าควรต่อเรือใบประเภท Enterprise เนื่องจากในเวลานั้นมีแล่นอยู่ในเมืองไทยหลายลำ โดยรับสั่งให้มาร่วมกันทำเป็นโครงการ Joint Project

ม.จ. ภีศเดช จึงทรงจัดการหาไม้ยมหอม ไม้อัด กาวชนิดทนน้ำ เครื่องมือช่างไม้ และแผนผังต่อเรือ โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อของพระองค์เองลำหนึ่ง และ ม.จ. ภีศเดชก็ทรงต่ออีกลำหนึ่ง

“ผมสังเกตการณ์อยู่ก็ได้ทรงเห็นว่าทรงกระทำสิ่งแปลกๆ ที่น่าเสียวไส้ เช่น จะเจาะช่องสำหรับเอาคานเรือติดกับขอบกราบ จะต้องใช้ความประณีตผมผู้ได้ต่อเรือใบมาแล้ว 3 ลำ จะค่อยๆ เลื่อยขอบคาน แล้วเอาสิ่วค่อยๆ เจาะเป็นช่องที่คานว่าจะเข้าไปได้พอดี แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยสร้างเรือมาก่อนไม่ทรงทำอย่างนั้น ทรงเลื่อยขอบคานเฉียงๆ สองตอน ทรงเอาสิวจดลงเฉียงๆ เหมือนกัน แล้วเอาค้อนตอก โป้งเดียวเสร็จ เมื่อทดพระเนตรเห็นผมเลื่อมใสมากด้วยใจจริง จึงทรงสอนวิธีพระราชทาน”

King Bhumibol (3)

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่โปรดมาก พระองค์สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ยามเมื่อตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนิวัติประเทศไทยคราวใด ก็จะเห็นพระองค์ทรงสะพายกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทุกแห่งที่ได้เสด็จฯ ไป เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงฉายพระรูปสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และบันทึกภาพประชาชน ภาพเหตุการณ์ต่างๆมายมาก

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัด ขยายภาพ ทั้งภาพขาวดำและภาพสีนับเป็นพระปรีชาที่ยากจะหาใครเสมอเหมือน โดยพระองค์ทรงจัดทำห้องมืด (DarkRoom) ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “สร้างภาพ” ให้เป็นศิลปะถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง

ทั้งนี้ เมื่อทรงครองราชย์แล้วไม่ว่าจะเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ณ ที่แห่งใด จะสังเกตเห็นว่าจะทรงมีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างพระวรกายเสมอ โปรดการถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบัติ

ด้านการถ่ายภาพ

ทรงโปรดศิลปะการถ่ายภาพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชนนีทรงซื้อกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ Coronet Midget ให้ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระชนมายุราว 8 พรรษา ซึ่งเป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัวเอง การถ่ายจึงต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก

นอกจากนี้ยังทรงล้างอัดขยายภาพด้วยพระองค์เอง ทั้งภาพขาวดำและสี และทรงเป็นนักคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ครั้งหนึ่งทรงใช้แว่นกรองแสงเป็นแผ่นใส ส่วนบนเป็นสีฟ้า ส่วนด้าล่างเป็นสีแสด ทำให้เมื่อถ่ายภาพออกมาจะได้ภาพที่งดงามแปลกตา และการคิดค้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีบริษัทผลิตกล้องและอุปกรณ์ถ่ายรูปใด คิดค้นแว่นกรองแสงดังกล่าวขึ้นใช้มาก่อน

ภาพถ่ายของพระองค์นั้น นอกจากเป็นการถ่ายภาพเพื่อศิลปะและความงดงามแล้ว ยังเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อเป็นการพัฒนาอีกด้วย เช่น ภาพภูมิประเทศที่เหมาะกับการสร้างเขื่อนฝ่ายต่างๆ หรืออย่างเมื่อคราวน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้ทรงถ่ายภาพจุดสำคัญๆ ไว้เป็นหลักฐานการวางแผนป้องกันการน้ำท่วมทางเฮลิคอปเตอร์ ภาพถ่ายระหว่างทรงทำงานเหล่านี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปี พ.ศ. 2514 สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเข็มทองคำศิลปะภาพถ่ายแด่พระองค์

ราชสมาคมถ่ายภาพแห่งราชอาณาจักร (The Royal Photographic Society of Great Britain) ได้กราบบังคมทูลทรงให้เชิญดำรงตำแหน่งสมาชิกกิติมศักดิ์ของราชสมาคม และสมาคมสหพันธ์ศิลปะการถ่ายภาพนานาชาติ (Fe’diration Internationale de I’art Photographic หรือ FIAP) ทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสูงสุดเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณว่าทรงเป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ที่มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศในศิลปะการถ่ายภาพ (Honoray Excellent FIAP)

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน

**จาก หนังสือ ๙ ย่างตามรอยเท้าพ่อ. โดย : ThaiHealth.Or.Th -๐ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

———————————————————————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

ค้นพบคำตอบ ค้นหาความสุข ไปกับ “38 เส้นทางความสุข 38 โครงการหลวง”

กูเกิลดูเดิ้ล : ศิลปะบนกระแสแห่งเทคโนโลยี

Key Success กระแสอูคูเลเล่

ประเพณีแห่เทียนพรรษา วิถีแห่งศรัทธาของชาวพุทธ

Mario Testino ช่างภาพมือทอง

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook