You Are Here: Home » Financial, Top Article » เปลือยไอเดีย 12 กูรูโลก ให้ไกด์ไลน์ลงทุนปี 2012

guideline

ช่วงปี 2554 มีตัวเลขมงคลส่งท้ายปีเก่า ตามวันตามเดือนตามปีสากล สำหรับคนไทยทั้งในและต่างประเทศ คือ วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 และเลขมงคลอีกชุดหนึ่งที่คนไทยถือเป็นเลขมหามงคล ต้อนรับวันสวยเดือนสวยและปีสวย กับย่างก้าวแรกของปี 2012 คือ เดือนแรกของปีกับวันที่ 12 ปี 2012 และสิ้นปีรับเลขมหามงคล วันที่ 12 เดือน 12 ปี 2012

จากตัวเลขวันที่สวยเดือนสวยและปีสวย Fundamentals สัปดาห์นี้ จึงไม่อยากตกแฟชั่นและอิงกับคำว่า “อินเทรนด์” เลยขอใช้จังหวะนี้อัพเดทมุมมองกับวาทะเด็ดของ 12 กูรูการเงินการลงทุนระดับโลก ที่โดดเด่นและโดนใจช่วยนักลงทุนไทยทั้งในและต่างประเทศ ตื่นตัวปรับกลยุทธ์อยู่เสมอ ให้เข้ากับภาวะแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะราบรื่นในมุมมองบรรดาผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจโลก มานำเสนอเป็นฉบับต้อนรับปีมังกรซึ่งอาจอารมณ์ไม่ค่อยดีนักในปี 2012 นี้

นูเรียล รูบินี

“ความเสี่ยงทั้งหมดจะมาบรรจบกันในปี 2556″

เป็นวาทะต้องระวังของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ฉายาผู้หยั่งรู้หายนภัยซึ่งคาดการณ์แม่นยำว่าจะเกิดวิกฤติการเงินในปี 2549 เขาเตือนว่า ข่าวร้ายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ตั้งแต่ปัญหางบประมาณสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การปรับโครงสร้างหนี้รัฐยุโรป และภาวะเศรษฐกิจซบเซาในญี่ปุ่น อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

รูบินี มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอลงในครึ่งหลังของปี 2554 เมื่อปัจจัยต่างๆ เลวร้ายลง จากนั้นกลางปี 2555 ตลาดเริ่มวิตกว่าความเสี่ยงทั้งหมดจะมาบรรจบกันในปี 2556

ส่วนยุโรปจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส หากทิ้งปัญหานานเกินไปจะทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น ด้านญี่ปุ่นอาจขยายตัวลำบากในปี 2556 หลังสิ้นสุดโครงการฟื้นฟูประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวในเดือนมี.ค. ปีนี้ เศรษฐกิจจีนอาจชะลออย่างหนักหลังปี 2556 เมื่อความพยายามกระตุ้นการเติบโตผ่านการลงทุนทำให้ความสามารถผลิตล้นเกิน

วอร์เรน บัฟเฟตต์

“ผมมั่นใจสหรัฐไม่ถดถอย”

คือ วาทะของมหาเศรษฐีใจบุญรวยอันดับสองของโลก ฉายานักลงทุนเล่นหุ้นมูลค่า และเป็นประธานเบิร์กไชร์ ฮาธอเวย์ บัฟเฟตต์ คิดว่าไม่มีแนวโน้มที่สหรัฐจะกลับไปสู่ภาวะถดถอยอีก และมั่นใจว่าสหรัฐกำลังหลุดพ้นความถดถอย อีกทั้งไม่ห่วงว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดภาวะตกต่ำซ้ำซ้อน

บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นบีซีว่าในไตรมาส 3 ปีก่อน บริษัทของเขาได้กว้านซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ รวมทั้งบริษัทตัวเองในวอลล์สตรีท มูลค่าทั้งหมดรวม 4พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากเท่ากับมูลค่าที่เขาซื้อหุ้นสหรัฐไปช่วงครึ่งแรกปีเดียวกัน

เมเรดิธ วิทนีย์

“มีตลาดใหม่อื่นที่ยังน่าลงทุนในสหรัฐ”

วิทนีย์ ประธานและผู้ก่อตั้ง เมเรดิธ วิทนีย์ แอดไวเซอรี่ กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ธนาคาร ซึ่งให้สัญญาณเตือนภัยวิกฤติการเงิน เมื่อครั้งซิตี้กรุ๊ปซ่อนหนี้เสียไว้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในงบบัญชี อันเนื่องมาจากวิกฤติซับไพร์มปี 2550 กล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐแตกต่างอย่างมากจากวิกฤติปี 2551 บางส่วนดูแย่ลง แต่เธอเห็นโอกาสทำเงินจากตลาดใหม่อื่นๆที่ยังน่าลงทุนในสหรัฐ ซึ่งเกี่ยวกับการเกษตรที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของประเทศ และไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจการเมือง

“ตลาดใหม่ๆ ในสหรัฐสามารถขยายตัวได้ แม้ในยามเศรษฐกิจติดหล่มอยู่กับวงจรเติบโตชะลอตัว ตลาดใหม่เป็นโอกาสช่วยให้สหรัฐหลุดพ้นจากสถานการณ์ดูยุ่งเหยิงอยู่ตอนนี้ เราพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า จีนกำลังเปลี่ยนจากผู้ส่งออกอาหารสุทธิ มาเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิเช่นกัน ตรงนี้แหละที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ และให้มองความต้องการทั่วโลกเพิ่มขึ้นก็ให้ประโยชน์กับสหรัฐด้วยเหมือนกัน” วิทนีย์ กล่าว

มาร์ค โมเบียส

“ไม่คิดว่า อียู จะเกิดปัญหาหรือเป็นหายนภัยครั้งใหญ่”

โมเบียส ประธานเทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป ผู้ได้ฉายาราชากองทุนตลาดเกิดใหม่ มองยุโรปตอนกลางกับยุโรปตะวันออก ยังคงเป็นแหล่งที่นักลงทุนสามารถเข้าไปทำเงินได้ แต่นักลงทุนต้องระวังรอบคอบในการเลือกลงทุนกับภาคธุรกิจกับกลุ่มหุ้นในตลาด

วิกฤติหนี้รัฐยุโรปกำลังป่วนชาติสมาชิกอียู และทำให้ทั่วโลกกังวล แต่โมเบียสกลับไม่คิดว่าอียูจะเกิดปัญหา และไม่คิดว่าเป็นหายนภัยครั้งใหญ่อย่างที่ผู้คนทั่วไปคิดกัน เพราะหากกรีซทำให้กลุ่มอียูดำเนินการร่วมกัน และเริ่มต้นแปรรูปตัวเองได้ อียูก็ควรดึงให้กลุ่มสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้ และท้ายที่สุดทั้งยูโรและอียูจะพบกับความสำเร็จครั้งใหญ่

จิม โรเจอร์ส

“ปัญหาใหญ่กำลังมาจากยุโรปและสหรัฐ”

โรเจอร์ส ประธานกรรมการบริหารบริษัท โรเจอร์ส โฮลดิ้งส์ กูรูโภคภัณฑ์และเป็นอินเดียน่าโจนส์แห่งวงการไฟแนนซ์โลก มองดีและให้น้ำหนักลงทุนในจีนอยู่ และชื่นชมทางการจีนว่าพยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำให้หลายสิ่งคลายความร้อนแรงลง เขาคาดว่าเจ้าหน้าที่ทางการจีนจะยังดำเนินการทำให้เศรษฐกิจเย็นลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี โรเจอร์ส กลับมีมุมมองต่างไปจากโมเบียสเรื่องวิกฤติหนี้รัฐยุโรป โดยย้ำว่าปัญหาใหญ่และสำคัญมาจากฝั่งตะวันตกหรือมาจากยุโรปและสหรัฐ โลกอยู่ในภาวะแย่ลงอย่างมากเทียบกับสถานการณ์เกิดขึ้นในปี 2551 เพราะมูลหนี้ที่มีอยู่ตอนนี้สูงขึ้นเกือบท่วมบ้านแล้ว อย่างน้อยในปี 2551 มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ อาจช่วยเหลือให้รอดพ้นจากปัญหา แต่ตอนนี้แน่นอนว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ถลำลึกลงไปทุกที่ ลงลึกไปพร้อมกับหนี้ของประเทศตัวเอง ทุกคนอยู่ในสภาวะแย่ลงอย่างมาก

มาร์ค ฟาเบอร์

“เมื่อความวุ่นวายในยุโรปยุติลง จะเกิดความเสี่ยงเงินร้อนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เอเชียแทน”

ฟาเบอร์ กูรูการลงทุนเจ้าของวารสาร Gloom, Boom and Doom ที่เคยวิเคราะห์ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2554 ว่า แรงเทขายอย่างหนักจนทำให้หุ้นอยู่ในช่วงขาลงนั้น แต่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และหุ้นในตลาดเอเชียจะดีดกลับขึ้นมาได้อีก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้รัฐยุโรปและสหรัฐ ซึ่งการเติบโตชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก่อเกิดแรงเทขายหุ้นอย่างหนักในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งเอเชียมาตั้งแต่ปลายเดือนก.ค. ปีที่แล้ว

“แรงเทขายที่เกิดขึ้นจะพลิกกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะนี่เป็นเพียงการปรับฐานของตลาดที่อยู่ในภาวะกระทิง และเมื่อความวุ่นวายทางเศรษฐกิจในยุโรปยุติลง ก็จะเกิดความเสี่ยงจากเงินร้อนไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ในเอเชียแทน ซึ่งคล้ายคลึงกับในปี 2551 และหลังจากความวุ่นวายจบลง คุณจะได้เห็นผู้คนหันกลับมายังตลาดเกิดใหม่อีก มีหลายคนที่ยังไม่จากไปและจะมีคนเข้ามากขึ้น” ฟาเบอร์ กล่าว

แอบเฮย์ เดชแพนดี

“เศรษฐกิจสหรัฐดูน่ากลัวแต่ซ่อนโอกาสมากมายให้นักลงทุนเล่นหุ้นมูลค่า”

เดชเพนดี เป็นหนึ่งในนักลงทุนเล่นหุ้นมูลค่า บริหารสินทรัพย์มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ เฟิร์สต์ อีเกิล อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนท์ กล่าวว่าหากสังเกตจากตัวเลขที่สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของสหรัฐ ให้ข้อมูลว่า เกือบ 40% ของกำไรที่บริษัทเอกชนสหรัฐทำได้นั้นมาจากเครือข่ายในต่างประเทศ

ดังนั้นแม้ลงทุนหุ้นน่าสนใจในดัชนีเอสแอนด์พี 500 นั้น แท้จริงแล้วเหมือนการลงทุนในบริษัทมีธุรกิจอยู่ทั่วโลก เช่น การลงทุนในหุ้นบริษัท 3 เอ็ม ทุกวันนี้กำไรที่ 3 เอ็ม ทำได้มาจากตลาดอื่นนอกสหรัฐ และรายได้ 80% ของโค้กตอนนี้ได้จากตลาดนอกสหรัฐ

ทั้งนี้ผู้คนกังวลสหรัฐมีปัญหาการคลัง หนี้ประเทศและการเติบโตไม่ดี เขาในฐานะนักลงทุนระดับโลก ไม่เน้นตลาดใดเป็นพิเศษ เวลานี้ตั้งใจเพิ่มมูลค่าให้กับการลงทุนในตลาดสหรัฐมากกว่าตลาดอื่นที่นิยมกันอย่างกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เพราะตลาดสหรัฐในภาวะเศรษฐกิจมหภาคดูน่ากลัว สถานะการคลังย่ำแย่ กลับซ่อนโอกาสอย่างมากให้นักลงทุนเน้นมูลค่า ที่สามารถมองข้ามสถานการณ์น่ากังวลช่วง 2 ปีข้างหน้าได้

เจมส์ สวอนสัน

“ธุรกิจไอทีมีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้น 2-3 เท่า บริษัทไอทีสหรัฐนั่งอยู่บนกองเงินสด”

สวอนสัน หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของเอ็มเอฟเอส อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนท์ ผู้บริหารดูแลกองทุนรวมกว่า 60 แห่ง เชื่อว่าทุกวันนี้หุ้นมีมูลค่าตามราคาตลาดมากสุดในดัชนีเอสแอนด์พี 500 คือ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (ไอที) และบริษัทไอทีสหรัฐมีความเชี่ยวชาญทำได้ดีในการส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปยังตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะจีนกับอินเดีย

ทั้งนี้ตลาดของคนชั้นกลางในจีนกับอินเดียขยายตัว เพิ่มจำนวนมากขึ้น และตลาดนี้ต้องการอุปกรณ์โทรศัพท์สื่อสารทันสมัยจากตลาดสหรัฐ ตลาดต้องการเทคนิคการหาข้อมูลและการสื่อสารใหม่ และต้องการชิ้นส่วนอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมถึงซอฟต์แวร์ที่ต้องนำมาใช้เพิ่มเติม

ทั่วโลกตอนนี้ชื่นชอบสินค้าไอทีสหรัฐมาก ไอทีเป็นภาคธุรกิจทำกำไรจากส่วนต่าง มีเงินสดหมุนเวียนคล่องตัวมาก และเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ตอนนี้บริษัทไอทีสหรัฐนั่งอยู่บนกองเงินสด ไม่ว่าเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น หรือมีการควบรวมกิจการอีกหลายดีล และบริษัทซื้อคืนหุ้นในตลาด แต่เงินสดมากมายยังคงกองอยู่ให้เห็น และรอวันจะปลดปล่อยออกมา

เรเน่ โฮเจอรูด

“ควรมีทองคำเก็บเป็นสินทรัพย์ อย่างน้อย 5-10% ของทั้งหมด “

โฮเจอรูด ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของกองทุนบริหารความเสี่ยง “กัลเทียร์ ลิมมิเทด” ซึ่งชื่นชอบการลงทุนตลาดโภคภัณฑ์ แนะนำไม่ว่าแนวโน้มทองคำเป็นเช่นไร แต่ในที่สุดราคาทองยังคงปรับขึ้นอีก แม้ทองคำถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูง

อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ทองคำในระดับเกือบ 50% ถือเป็นการลงทุนโดยตรงที่มีเงินหมุนเวียนในตลาด เมื่อเทียบกับความต้องการทองคำเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับเพชร หรืออุตสาหกรรมอื่นที่ใช้ทองเป็นส่วนประกอบ พร้อมย้ำว่าทองคำในระยะยาวแล้วยังปรับขึ้นอีก พิจารณาจากค่าเงินดอลลาร์ และตราบเท่าที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง นักลงทุนยังจะได้เห็นราคาทองปรับขึ้น

นักลงทุนบางคนเลือกถือทองคำไว้เป็นสินทรัพย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนและภาวะค่าเงินอ่อน การลงทุนในทองคำไม่ใช่การเก็งกำไรเหมือนการเล่นหุ้นอินเทอร์เน็ตช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2533 หรือเป็นฟองสบู่สินเชื่อ แต่การลงทุนในทองคำถือเป็นพฤติกรรมการลงทุนสมเหตุสมผล

“ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนคำในทองแบบเหนี่ยวแน่นหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่อยากแนะนำคือให้จัดสรรการลงทุนตามอายุ และควรมีทองคำเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 5-10% ของสินทรัพย์ทั้งหมด” เดชเพนดี กล่าว

บิล กรอสส์

“ชื่อเสียง สำคัญกว่าเงิน”

กรอสส์ กรรมการผู้จัดการของ พิมโค และเป็นผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ที่ทรงอิทธิพลต่อตลาดโลกมากที่สุดคนหนึ่ง กล่าวว่าในชีวิตของเขาซึมซับไอเดียเพื่อการลงทุนที่ดี ด้วยการมองสะท้อนจากภาพ 3 ภาพ ที่แขวนโชว์ไว้ในสำนักงานตัวเอง รูปแรกคือรูปของ เจพี มอร์แกน ผู้นำต้นตระกูลร่ำรวย เป็นผู้ก่อตั้งเจ้าของบริษัทการเงินยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่ใช้ชื่อกับนามสกุลเป็นชื่อบริษัททุกวันนี้ คือผู้ทำให้ความร่ำรวยจากธุรกิจ เติบโตไปพร้อมๆ กับเกียรติยศชื่อเสียงได้อย่างน่าอัศจรรย์ และสอนให้กรอสส์รู้ว่าชื่อเสียงคือสิ่งน่านับถือมากที่สุด ไม่ใช่ทรัพย์สินความร่ำรวย

รูปที่สองเป็นภาพของ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นักลงทุนผู้เคยโชคดีร่ำรวยในช่วงตลาดตกต่ำในปี 2450 และปี 2472 แต่จากนั้นความประมาททำให้ลิเวอร์มอร์ต้องสูญเสียโชคกับความร่ำรวยไป ภาพลิเวอร์มอร์เตือนให้รู้ว่าสิ่งสำคัญ คือต้องเป็นนักลงทุนที่รู้จักตัวเองและสิ่งที่ทำอยู่ โดยไม่มีความโลภมาครอบงำ และสุดท้ายเป็นภาพของ เบอร์นาร์ด บารูช นักการเงินคนดังที่สอนสัจธรรมการทำเงินว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น 2+2=4 และให้ยึดมั่นความคิดที่ว่าไม่มีใครลงทุนโดยไม่ได้อะไรเลย

อาบิเกล จอห์นสัน

“สร้าง safety net ให้ตัวเอง”

จอห์นสัน ประธานฝ่ายดูแลการลงทุนบริษัทเอกชนและการลงทุนส่วนบุคคล จาก ฟิเดลลิตี้ อินเวสท์เมนต์ เครือข่ายบริการการลงทุนของฟิเดลิตี้ กองทุนติดท็อปทรีของสหรัฐ อธิบายว่าเมื่อราคาหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ยังคงสูงขึ้น การซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินที่กู้ยืมมา อาจเป็นมายาลวงใจ เมื่อใดที่ภาวะตลาดกระทิงแปรเปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้าม หรือไม่ดีอย่างที่เคยเป็น อำนาจการทำลายล้างจากการมีหนี้มากเกินไป สามารถทำลายงบบัญชีบริษัท หรือการเงินส่วนบุคคลได้ในทันที

จอห์นสันแนะนำให้แก่ผู้คนทั่วไปที่ใกล้เกษียณหรืออยู่ในวัยเกษียณ ควรมี safety net หรือแผนสร้างรายได้ให้ตัวเองยามเกษียณ และหากเป็นไปได้ จงคำนวณค่าใช้จ่ายจำเป็น รวมถึงประกันสุขภาพ มีแหล่งรายได้ที่เชื่อถือหรือไว้ใจได้มารองรับ เช่น ประกันสังคม, เงินบำเหน็จบำนาญ และรายได้มั่นคงแน่นอน สามารถถอนออกมาใช้ได้ต่อเนื่อง

แจ๊ค โบเกิล

“ลงทุนให้เหมาะสมตามวัย”

โบเกิล ผู้ก่อตั้ง แวนการ์ด กรุ๊ป มาตั้งแต่ปี 2517 และสามารถผลักดันกองทุนรวมแห่งนี้ ติดกลุ่มหนึ่งในกองทุนใหญ่ที่สุดของสหรัฐและของโลก ให้คำแนะนำดีที่สุดในสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลกนั้น มีเรื่องให้วิตกกังวลมากมาย ซึ่งเป็นสัจธรรมเหมือนกับเหตุผลที่ว่า ทำไมสถานะการถือครองในพอร์ตตราสารหนี้ของทุกคน ควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับวัยของแต่ละคน

“กรณีผมอายุเกิน 80 ปี การถือครองตราสารหนี้ที่เหมาะสมคือมีมากกว่า 80% แต่คนในวัยเลยเลข 5 ไปแล้ว ควรพิจารณาพอร์ตตราสารหนี้เสียใหม่ ให้ได้สัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของทั้งหมด เพราะมูลค่าของตราสารหนี้ในพอร์ต ไม่ใช่แค่ช่วยป้องกันคุณจากภาวะตลาดตกต่ำเท่านั้น แต่มูลค่าของพอร์ตที่เหมาะสมตามวัย จะช่วยดึงคุณให้อยู่ห่างจากพฤติกรรมผิดพลาด อย่างการเทขายหุ้นเพราะตื่นตกใจกับตลาดช่วงขาลง” โบเกิล กล่าว

เจน ไบรแอนท์ ควินน์

“ปลดหนี้ให้หมดก่อนเกษียณ”

ควินน์ คอลัมนิสต์อาวุโสด้านการเงินส่วนบุคคล และเจ้าของงานเขียน “Making the most of Your Money Now” ให้คำแนะนำไว้ว่า ผู้คนมากมายเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกับหนี้ติดตัวมากมาย สภาพเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับคนหัวเก่า แต่คนรุ่นใหม่คิดใหม่ ต้องจัดการหนี้ทุกรูปแบบให้ได้ก่อนถึงวัยเกษียณ หากต้องการความมั่นคงปลอดภัยทางการเงิน

“ในสหรัฐเป็นเรื่องจริงที่ว่า มีปัญหาการล้มละลายมากมาย เกิดขึ้นในกลุ่มคนสูงอายุ ที่วัยขึ้นต้นเลข 7และ 8 เพราะรายได้ไม่เพียงพอกับการชำระหนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อย” ควินน์ กล่าว

ที่มา : BangkokBizweek

————————————————————————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

สุขอย่างยั่งยืน ต้องมีหัวใจแห่งการออม

10 ปีคนไทยโยกเงินฝากหันลงทุน”ประกัน-กองทุน” รับสิทธิภาษี

ตรวจความเสี่ยงง่ายๆ รับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

5 ความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่า

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook