You Are Here: Home » Financial » สุขอย่างยั่งยืน ต้องมีหัวใจแห่งการออม

เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร. ชาญ สรณาคมน์
Ph.D. (Finance), University of Alabama, USA

อาจารย์ประจำ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (www.cmmu.mahidol.ac.th)
สอนวิชา MGMG-597 Mathematics for Finance และ MGMG-507 Financial Planning and Control
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทุน

“รัฐบาลอยากเห็นคนไทยมีเงินเก็บและอยากให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น หากประชาชนไม่มีเงินเก็บ เมื่อเกิดความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา ประชาชนจะทำอย่างไรได้บ้าง ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามผมไปนะครับ สมมติว่านาย ก. เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วไปทำงานไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่านาย ก. ต้องใช้เงินเพื่อรักษาตนเองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้ารัฐมีสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ทุกคนฟรี นาย ก. ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินออม เพราะค่ารักษาพยาบาลนั้นรัฐบาลออกให้ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ออกให้คือเงินที่นาย ก. ควรได้ระหว่างที่ ไม่สามารถทำงานได้

ประชาชนจำนวนมากของประเทศไม่ได้ทำงานกินเงินเดือนหรืออยู่ในระบบประกันสังคม หากแต่คนเหล่านี้อาจจะประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำอาชีพเกษตรกรรม ประกอบอาชีพอิสระ ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้ถูกบังคับให้ออมเงินผ่านการหักเงินเดือนตามระบบประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ เป็นต้น

ขณะนี้ รัฐบาลเริ่มมีแนวคิดเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ด้วยมาตรการรักษาฟรีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพ แต่นั่นไม่ใช่ภาระค่าใช้จ่ายอย่างเดียวของประชาชน หากนาย ก. ซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป เช่น ขับแท็กซี่ ไม่สามารถทำงานได้ นั่นก็แปลว่าเขาจะขาดรายได้ช่วงที่ไม่ได้ทำงาน ถ้านาย ก. มีภรรยาและลูก ที่ต้องพึ่งรายได้ของนาย ก. นั่นก็แปลว่าการที่คน 1 คนไม่มีเงินได้จะมีผลกระทบกับคนอีกอย่างน้อย 2-3 คน เมื่อไม่มีเงินได้ นาย ก. ก็อาจจะต้องไปยืมเงินคนอื่น หรือไปติดหนี้นอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบนั้นสูงมากอย่างที่เราพอจะทราบๆ กันดี ดังนั้นรัฐบาลพยายามจะออกมาตรการทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ แต่ถ้ารัฐไม่บังคับ ประชาชนก็อาจจะไม่อยากออม ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ก็คือ การให้สิทธิพิเศษบางอย่าง เช่น รับประกันว่าเงินต้นที่ออมไปจะอยู่ครบและได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าการฝากเงิน หรือการให้นำเงินที่ออมไปหักลดหย่อนภาษีได้ เช่น RMF และ LTF

นอกจากความเจ็บป่วยที่จะทำให้นาย ก. ไม่มีเงินได้ช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งแล้ว อีกช่วงหนึ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือ ช่วงที่นาย ก. จะไม่มีเงินได้เป็นระยะเวลานานนับสิบๆ ปี ครับ ผมพูดถึงตอนนาย ก. เข้าสู่วัยเกษียณหรือเกิดทุพพลภาพขึ้นมา หลายอาชีพระยะเวลาทำงานเพื่อหาเงินถูกจำกัดที่อายุ 60 ปี เรียกว่าเกษียณ บางอาชีพก็มีอายุงานสั้นกว่านั้น เช่น นักมวย ถ้าจะให้ชกจนอายุครบ 60 ปีก็คงจะไม่ไหว บางอาชีพก็ขึ้นอยู่กับฝนฟ้า เช่น เกษตรกรรม ผู้ประกอบอาชีพก็จะมีเงินได้เพียงช่วงเวลาไม่กี่เดือนในปีหนึ่ง อาชีพนักแสดงก็เช่นกัน ดาราบางคนแสดงละครหรือภาพยนตร์มาเป็นเวลาสิบ ๆ ปี แต่บางคนก็แสดงเพียงไม่กี่เรื่องแล้วก็หายหน้าหายตาไปจากวงการ

ดังนั้น สรุปได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีช่วงเวลาและโอกาสจำกัดในการหาเงิน อายุเฉลี่ยประมาณ 75 ปี ช่วงประมาณ 25 ปีแรกเป็นช่วงที่ต้องใช้เงินคนอื่น (พ่อ/แม่) เพื่อกินอยู่และศึกษาเล่าเรียน ช่วงเวลาต่อมาก็ขึ้นอยู่กับช่วงแรกว่าเรียนมาสูงและเป็นสาขาอาชีพที่หางานง่าย รายได้ดีหรือไม่ เรียกว่าถ้าเลือกเรียนถูกและลงทุนตั้งใจเรียนก็จะทำให้มีโอกาสหาเงินได้มาก ช่วงหลังเกษียณที่ไม่มีรายได้แต่รายจ่ายกลับเยอะมาก ทั้งดูแลสุขภาพตนเอง ดูแลลูกหลาน แบบนี้ ไม่ออมเงินตั้งแต่ตอนที่มีเงินได้แล้วจะไปออมตอนไหนครับ แต่การออมเงินด้วยการฝากเงินอย่างเดียวเห็นท่าว่าจะไม่สามารถรักษาอำนาจซื้อได้คำว่าอำนาจซื้อนี่ถ้าแปลง่ายๆก็คือเมื่อก่อนเราเคยใช้เงินซื้อของชิ้นหนึ่งในราคาเท่าไรแล้วเมื่อเวลาผ่านไปเรายังซื้อของได้เท่าเดิมหรือไม่ยกตัวอย่างง่ายๆเมื่อก่อนผู้เขียนเคยทานข้าวบวกกับข้าว1อย่างราคา5บาทปัจจุบันข้าวบวกกับข้าว1อย่างราคาไม่น่าจะต่ำกว่า20บาทแล้วแปลว่าอำนาจซื้อลดลงไปจากเดิมอันนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า“ภาวะเงินเฟ้อ”ดังนั้นนอกจากออมเงินแล้วเราต้องนำเงินออมไปต่อยอดด้วยการลงทุนด้วยเพื่ออย่างน้อยจะได้รักษาอำนาจซื้อและระดับความเป็นอยู่ของชีวิตเราเอาไว้ได้

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ(ก.อ.ช.)ที่ฉบับก่อนมีรายละเอียดของพรบ.นี้ไปบ้างแล้วก็คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ปีหน้าก็อยากเสริมไว้นิดถึงผู้ที่ไม่ได้ทำงานกินเงินเดือนทั้งหลายให้พิจารณาและอย่าลืมดูว่าเราออมได้มากแค่ไหนต่อเดือนเพราะเงินที่ท่านออมไปนั้นไม่สามารถถอนไปใช้ได้จนกว่าจะเกษียณอายุไม่ใช่ส่งเงินออมไปเดือนละ1,000บาทแล้วไม่มีเงินใช้ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้อีกแบบนี้ไม่ดีแน่อีกอย่างเงินที่รัฐบาลสมทบให้นั้นมีเพดานขั้นสูงไม่ใช่ว่าเราออมเดือนละ1,000บาทแล้วรัฐจะสมทบให้เดือนละ1,000บาทอีก(ตรงนี้รัฐกำลังพิจารณากำหนดเพดานขั้นสูงอยู่ว่าจะสมทบให้ไม่เกินกี่บาทต่อเดือน)

สุดท้ายนี้มองดูแล้วเหมือนรัฐบาลจะมีแต่เสียกับเสียแต่จริงๆแล้วรัฐบาลได้เยอะมากคือได้เห็นประชาชนมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณลดปัญหาสังคมที่อาจจะตามมาจากการที่ประชาชนไม่มีเงินออมเช่นการขโมยทรัพย์สินการผลักให้ประชาชนเข้าไปสู่วงจรของเงินกู้นอกระบบลดภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันอาชาญกรรมและค่าใช้จ่ายในการสร้างคุกตารางเป็นต้นเท่านี้รัฐบาลก็คุ้มแล้วครับ!”

แหล่งที่มา: บทความด้านการเงินโดยดร.ชาญสรณาคมน์  ในคอลัมน์ “Smart Finance” จากวารสารกรุงศรีออโต้แมกกาซีนกรุงศรีออโต้แมกกาซีน   http://www.krungsriauto.com/images/tips/finance/June11-P.26-27.pdf

สนใจหลักสูตรปริญญาโทด้านการจัดการ สาขาการเงิน (Finance) และสาขาอื่น ๆ ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (College of Management, Mahidol University) 69 ถนนวิภาวดี พญาไท กทม 10400 ติดต่อ Call Center: 02-206-2099 หรือ โทร 02-206-2000  www.cmmu.mahidol.ac.th

———————————————————————————————————————-

บทความที่น่าสนใจ

10 ปีคนไทยโยกเงินฝากหันลงทุน”ประกัน-กองทุน” รับสิทธิภาษี

ตรวจความเสี่ยงง่ายๆ รับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

5 ความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่า

“วิรพงษ์ สวนศิลป์พงศ์” Budgeting…ปฐมบทของความมั่งมี

อ่านวงจรเศรษฐกิจ จับทิศลงทุนให้ถูกจังหวะ

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook