You Are Here: Home » Financial, Top Article » ตรวจความเสี่ยงง่ายๆ รับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

11 ส.ค.ปี 55 เป็นต้นไป สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ โดยเหลือวงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ฝากเงินต้องทำการบ้านอะไรบ้าง

Financial Risk

ปัจจุบันจำนวนผู้ฝากเงินในระบบของไทย ฝากเงินคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท มีถึง 98.5% นับถอยหลังอีกไม่ถึง 2 ปี “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ หลังวันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป โดยจะเหลือวงเงินคุ้มครองให้ “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” ต่อคนต่อธนาคาร

นั่นหมายความว่าหากสถาบันการเงินล้ม ผู้ฝากเงิน 985 คน ใน 1,000 คน ได้รับการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวน

สำหรับผู้ฝากเงินจำนวน 15 คน ใน 1,000 คน ก็ได้รับการคุ้มครองเริ่มต้น 1 ล้านบาทไว้ก่อน และรอรับเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จากการเฉลี่ยคืนที่ได้จากการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบ อนุญาตต่อจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

นี่ถือเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ทางการลงทุนที่เปลี่ยนไปสำหรับ “ผู้ฝากเงิน” และ “ผู้ลงทุน” ที่คงจะต้องตระหนักและตื่นตัวมากขึ้น

หลายคนอาจจะไม่ให้ความสนใจมากนักเพราะมองว่าตัวเองเป็นรายย่อยที่มี เงินฝากไม่ถึง 1 ล้านบาท อยู่แล้ว ยังไงก็ได้รับความคุ้มครอง แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเงินฝากของคุณไปอยู่ “ถูกที่ -ถูกทาง” อยู่ในสถาบันการเงินที่จะไม่มีปัญหาในอนาคตตามมา

Fundamentals สัปดาห์นี้ จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินง่ายๆ มาฝากกัน

  • สภาวะแวดล้อมใหม่ทางการลงทุน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ธีรพันธุ์ จิตตาลาน” กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ฟินันซ่า บอกว่า ประเทศไทยกำลังจะมีสภาวะแวดล้อมใหม่ทางการลงทุนเกิดขึ้น หลังจากที่ “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป โดยจะทยอยลดวงเงินคุ้มครองลงเหลือ “ไม่เกิน 50 ล้านบาท” หลังวันที่ 11 สิงหาคม 2554 – 10 สิงหาคม 2555 และจะเหลือเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” ต่อรายต่อสถาบันการเงินหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งเงินฝากก็จะกลายเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับ สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ภาวะที่เคยผิดปกติในอดีตที่ผลตอบแทนของ “พันธบัตรรัฐบาล” ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำกว่า “เงินฝาก” ธนาคารพาณิชย์แต่กลับให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าก็จะค่อยๆ หมดไปด้วย เพราะ “ดอกเบี้ยเงินฝาก” จะสูงหรือต่ำก็จะสะท้อนถึงความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์นั้นด้วย เมื่อธนาคารพาณิชย์มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่ารัฐบาล โดยปกติก็ควรที่จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละธนาคารก็จะแตกต่างกันไปด้วยตามระดับของความ เสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป

“นี่คือสภาพแวดล้อมใหม่ของผู้ลงทุนและผู้ฝากเงินที่กำลังจะต้อง เผชิญ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าการไปแนะนำให้คนกระจายเงินไปตามแบงก์ต่างๆ แบงก์ละ 1 ล้านบาท เพื่อรับมือกับการมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกต้อง เท่าไรนัก แต่ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชนให้สามารถพิจารณาดูความ เสี่ยงของแบงก์ต่างๆ ให้ได้ ให้รู้จัดการลงทุน รู้จักเครื่องมือการลงทุนเพื่อกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงิน ของตัวเองจะเป็นประโยชน์มากกว่า ถ้าแบงก์ A มีความเสี่ยงต่ำ มีความมั่นคงสูง ทำไมจะฝากเงินที่แบงก์ A ที่เดียวไม่ได้ แล้วหากเกิดปัญหาแบงก์ล้มจริงกว่าจะได้เงินคืนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น การให้ข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชนผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนจึงน่า จะมีประโยชน์มากกว่า”

  • เข้าใจธุรกิจธนาคารพาณิชย์

“สุรศักดิ์ ธรรมโม” ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสถาบันและการตลาด บลจ.ฟินันซ่า บอกว่า “การให้สินเชื่อ” เป็นธุรกิจที่สำคัญที่สุดของธนาคารพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักและอาจมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของ ธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพและ บรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือมีหนี้เสียในปริมาณที่ลดลง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อและการกันสำรองรับความเสียหาย โดยเงินที่กันสำรองนั้นจะมีผลต่องบกำไรขาดทุนและส่งผลกระทบไปถึงส่วนของผู้ ถือหุ้นในท้ายที่สุดด้วย

ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ควรพิจารณาปล่อยสินเชื่อด้วยความรอบคอบ เพราะการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพในปริมาณที่สูง จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันสำรองเพื่อรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเป็น จำนวนมากด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนได้

“ธนาคารพาณิชย์ยังมีเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยง ซึ่งเป็นเงินที่สามารถใช้รับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ ต่างๆ เช่น การให้สินเชื่อ การลงทุนหรือการก่อภาระผูกพันต่างๆ โดยพิจารณาความเพียงพอของเงินกองทุนจาก อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ ธปท.ใช้ในการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยมีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 8.5% แต่ของสถาบันการเงินไทยค่อนข้างสูงประมาณ 16% และโดยทั่วไปแล้ว BIS Ratio สูงจะชี้ถึงฐานะการเงินที่มั่นคงด้วย ตัวเลขเหล่านี้ผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนสามารถที่จะติดตามข้อมูลได้เช่นกัน เพื่อที่จะประเมินความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ ได้ในระดับหนึ่ง”

นอกจากคุณภาพของสินทรัพย์แล้ว “ผลการดำเนินงาน” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธนาคารพาณิชย์ในยามที่เกิดวิกฤติทางการ เงินเกิดขึ้น เพราะในยามที่เกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่ขาดความแข็งแกร่งมีโอกาสที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธนาคารพาณิชย์นั้นต้องรักษาระดับเงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยงไว้ให้ได้ตามเกณฑ์ ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีจะมีความสามารถในการกู้ยืม หรือเพิ่มทุนที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ที่มีผลการดำเนินงานไม่สู้ดีนักด้วย

  • ดูยังไงถึงจะรู้ว่าเสี่ยง

สุรศักดิ์ ยังบอกอีกว่า ในการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้น ผู้ฝากเงินหรือนักลงทุนนอกจากจะรู้จักกับ “เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Gross)” ซึ่งหมายถึง เงินให้สินเชื่อจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐานชั้นสงสัย ชั้นสงสัยจะสูญ และชั้นสูญตามหลักเกณฑ์ ตลอดจน “เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพสุทธิ (NPL Net)” ซึ่งหมายถึง เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของเงินให้สินเชื่อ ด้อยคุณภาพทั้งหมดแล้ว ผู้ลงทุนยังควรจะรู้จัก “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)” ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในการรับฝาก และปล่อยกู้

ถ้า NPL Net มากกว่า NIM ถือเป็น “สัญญาณความเสี่ยงของสถาบันการเงินนั้นๆ ที่เริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น” เพราะสะท้อนถึงศักยภาพในการทำกำไรของสถาบันการเงินที่ลดลง หนี้เสียเพิ่มขึ้น ต้องมีการกันสำรองสำหรับลูกหนี้เพิ่มขึ้น BIS Ratio ลดลง และในที่สุดอาจจะต้องมีการ “เพิ่มทุน”

“ปัจจุบัน NIM ของสถาบันการเงินไทยในภาพรวมอยู่ที่ 2.9% และ NPL Net ในภาพรวมอยู่ที่ 2.7% ซึ่งบ่งชี้ว่าระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงินไทยในภาพรวมอยู่ในระดับต่ำ แต่หากพิจารณาย่อยลงไปในแต่ละธนาคารย่อมให้ค่าที่แตกต่างกันออกไป เช่น สถาบันการเงิน B มี NIM อยู่ 5% แต่มี NPL Net อยู่ที่ 6.5% และมีการเร่งตัวของ NPL Net ที่ต่อเนื่องย่อมชี้ว่าสถาบันการเงินนั้นมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน และในอนาคตอาจจะต้องมีการเพิ่มทุน เป็นต้น”

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึง “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ของสถาบันการเงินนั้นๆ ว่ามีสถานะมั่นคงและความสามารถในการเพิ่มทุนในอนาคตเพื่อรองรับกับความ เสี่ยงที่อาจจะเพิ่มขึ้นและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินมากน้อยเพียงใด ด้วย ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น “องค์กรภาครัฐ” ย่อมมีความสามารถในการระดมทุนมากกว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นภาคเอกชน และในกรณีที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น “ภาคเอกชน” ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีสถานะการเงินมั่นคงย่อมมีความสามารถในการเพิ่มทุนดีกว่า ผู้ถือหุ้นเอกชนที่มีสถานะความมั่นคงต่ำกว่าด้วยเช่นกัน

“ไม่เพียงเท่านี้ผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนควรจะต้องพิจารณาถึงศักยภาพ ในการเพิ่มทุนผ่านตลาดทุนของสถาบันการเงินนั้นด้วย เพราะสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดย่อมสามารถเพิ่ม ทุนผ่านการออกตราสารในต้นทุนทางการเงินที่ต่ำที่สุด เช่น สถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA ย่อมสามารถเพิ่มทุนด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่าสถาบันการเงินที่มีอันดับ BBB และสถาบันการเงินที่มี NIM สูงและ NPL Net ที่ต่ำย่อมมีความสามารถในการเพิ่มทุนได้ดีกว่าสถาบันการเงินที่มี NIM ต่ำ และมี NPL Net ที่สูงด้วย”

  • ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

สุรศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินล่วงหน้า คือ การพิจารณา “ตัวแปรสำคัญ” ที่จะส่งผลให้ BIS Ratio ลดลง และทำให้ NPL เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์จะ เกิดขึ้นจริง เหตุผลที่ต้องมีการประเมินความเสี่ยงสถาบันการเงินล่วงหน้า เพราะแม้สถาบันการเงินจะมี BIS Ratio ที่สูงก็จริง แต่เวลาที่สถาบันการเงินจะล้มลงเกิดขึ้น “รวดเร็วมาก” เช่น ธนาคารพาณิชย์ในอังกฤษ ที่มี BIS Ratio มากกว่า 8.5% ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำระดับสากลก็จริง แต่เมื่อผู้ฝากเงินรู้ข่าวว่าธนาคารแห่งนี้มีการนำเงินไปลงทุนในตราสาร ประเภทซับไพร์ม ทำให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นและแห่กันไปถอนเงินใช้เวลาไม่ถึง 3 วัน ธนาคารแห่งนี้ก็เจ๊ง นั่นคืออันตรายที่น่ากลัว เมื่อผู้ฝากเงินรับรู้ข่าวสารพร้อมๆ กัน แล้วแห่ไปถอนเงินออกมาพร้อมๆ กัน ต่อให้ธนาคารพาณิชย์ที่มี BIS Ratio ที่สูง ก็ล้มได้เช่นกันหากประชาชนผู้ฝากเงิน “ขาดความเชื่อมั่น” ขึ้นมา

“เมื่อข้อมูลของสถาบันการเงินที่มี BIS Ratio ลดลง และมี NPL เพิ่มสูงขึ้น เผยแพร่ออกสู่ตลาดและสาธารณะพร้อมๆ กันนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ฝากเงินอาจจะพากันไถ่ถอนเงินออกจากธนาคารแห่งนั้น พร้อมๆ กัน เพื่อย้ายเงินฝากไปยังสถาบันการเงินอื่น ในกรณีนี้สถาบันการเงินนั้นอาจจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและใน กรณีเลวร้ายที่สุดอาจจะต้องให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากเข้ามาดูแล ดังนั้น การประเมินตัวเลข BIS Ratio และ NPL เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการประเมินความ เสี่ยงของผู้ฝากเงินได้แต่ประการใด”

  • ความเสี่ยงของผู้ฝากเงิน

สุรศักดิ์ ยังบอกอีกว่า หากสถาบันการเงินเกิดปัญหาขึ้น ในกรณีแรก อาจเกิดจากการที่มีการขยายสินเชื่อมากเกินและเผชิญกับภาวะ NPL Net ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ NIM ซึ่งสถาบันการเงินก็จะมีทางเลือกมีการแก้ไขหลายแนวทาง คือ 1) “เพิ่มทุนโดยผู้ถือหุ้น” ในกรณีนี้ความเสี่ยงของผู้ฝากเงินก็จะลดลงมาก 2) “เพิ่มทุนผ่านตลาดทุน” ในกรณีนี้ความเสี่ยงจะลดลงระดับหนึ่ง และ 3) “ไม่สามารถเพิ่มทุนได้” กรณีนี้ความเสี่ยงต่อผู้ฝากเงินจะเพิ่มขึ้นมาก

หรือกรณีที่สอง สถาบันการเงินเกิดปัญหาเพราะเกิดวิกฤติขึ้นกับเศรษฐกิจโลกและส่งผลต่อ เศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรงและเกิดภาวะ NIM ลดลง เพราะว่า ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะที่ NPL Net เพิ่มขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินก็มีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาได้หลายแนวทางเช่นเดียวกัน คือ 1) “รัฐบาลประกาศค้ำประกันเงินฝากทั้งระบบ” ก็จะทำให้ความเสี่ยงต่อผู้ฝากเงินลดลงมากที่สุด 2) “ผู้ถือหุ้นเพิ่มทุนได้” ความเสี่ยงของผู้ฝากเงินก็จะลดลงด้วยเช่นกัน และ 3) “ไม่สามารถเพิ่มทุนได้” ความเสี่ยงของผู้ฝากเงินก็จะสูงขึ้น

เมื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทยอยลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลง ทำให้ผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนต้องให้ความสนใจกับความมั่นคงของ “ธนาคารพาณิชย์” มากขึ้น โดยประเด็นที่ควรพิจารณาคือการเปรียบเทียบ NIM กับ NPL Net ของแต่ละธนาคาร รวมถึงการพิจารณาผู้ถือหุ้นใหญ่ของสถาบันการเงินนั้นว่ามีความมั่นคงมากน้อย เพียงใด ตลอดจนการพิจารณาถึงสินเชื่อของแต่ละธนาคารในฐานะที่เป็นแหล่งที่มาของราย ได้หลักของธนาคารพาณิชย์ซึ่งนักลงทุนควรจะให้ความสนใจว่าสินเชื่อนั้นมี คุณภาพเป็นอย่างไรและมีการกระจายตัวเป็นอย่างไรด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังต้องคำนึงถึงแหล่งเงินที่สำคัญที่สุดของธนาคารพาณิชย์ นั่นก็คือเงินฝากว่ามีการกระจายตัวอย่างไร และมีการกระจายตัวเหมาะสมกับสินเชื่อที่ปล่อยหรือไม่

“ผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนยังควรพิจารณาถึงความพอเพียงของเงินกองทุน เพื่อรองรับความเสี่ยง โดย BIS Ratio ยิ่งสูงจะยิ่งแสดงถึงความมั่นคง ทั้งนี้นักลงทุนสามารถติดตามสถานะของธนาคารพาณิชย์โดยอาศัยงบการเงินที่ ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ตลอดจนรายการย่อแสดงสินทรัพย์และ หนี้สินของธนาคารพาณิชย์จาก ธปท.ได้เช่นกัน”

  • เชื่อไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน “รพี สุจริตกุล” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า ด้วยพฤติกรรมนี้เองของผู้ออมเงินคนไทยจึงมองว่าเมื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บังคับใช้เต็มรูปแบบหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปนั้น ก็จะไม่ส่งผลกระทบแบบมีนัยสำคัญแต่ประการใดคงไม่ได้เห็นเงินฝากมีการเคลื่อน ย้ายขนานใหญ่อาจจะมีบ้างก็เพียงเล็กน้อยในระยะสั้นเท่านั้นเพราะคนไทยกับการ ฝากเงินและการลงทุนยังเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในแบรนด์และความสะดวกสบาย ของสาขาในการเข้าใช้บริการเป็นหลัก ส่วนตัวไม่คิดว่าจะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายมากมายอย่างมีนัยสำคัญแต่ประการใด เงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบคงจะไม่เคลื่อนไหวอะไรมากเพราะปกตินักลงทุน รายใหญ่เองเขาก็มีการบริหารความเสี่ยงของตัวเองอยู่แล้วระดับหนึ่งใน ปัจจุบัน เขาก็ยังจะเลือกฝากเงินกับสถาบันที่เขาไว้ใจและมั่นใจเป็นหลัก

“เว้นเสียแต่เกิดเหตุการณ์แบงก์ล้มขึ้นมาในระบบสักครั้ง เมื่อนั้นแหละผู้ฝากเงินหรือผู้ลงทุนจึงจะเริ่มหันมาสนใจเรื่องของความ เสี่ยงเรื่องของการมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากถึงจะเริ่มมีผลกระทบต่อการที่ผู้ ฝากเงินจะเลือกฝากเงินไว้กับแบงก์ไหน แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นคิดว่าคงยากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คล้ายกับต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนคนจึงจะหันมาให้ความสำคัญและสนใจใน ลักษณะนั้น”

เช่นเดียวกับ “โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่มองว่า การมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากและมีการบังคับใช้เต็มรูปแบบไม่น่าจะส่งผลให้มี การเคลื่อนย้ายเงินฝากมาสู่ธุรกิจกองทุนมากมายเหมือนที่คาดคิดกัน ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ที่มีการหันมาใช้บริการกอง ทุนส่วนบุคคลก็จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเงินเหลือที่ต้องการนำมาบริหารอย่างมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีความตื่นตัวมากขึ้นจากการที่ต้องดูแลบริหารเงินของตัวเองเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าที่จะเป็นผลมาจากเรื่องของการมีสถาบันคุ้มครองเงิน ฝาก เพราะนักลงทุนที่มีเงินจริงๆ ส่วนใหญ่เขามีการบริหารเงินของตัวเองอยู่แล้วไม่ว่าจะมีสถาบันคุ้มครองเงิน ฝากหรือไม่

“ในส่วนของนักลงทุนรายย่อยหรือผู้ฝากเงินโดยทั่วไปอาจจะได้ประโยชน์ จากการที่ดอกเบี้ยเงินฝากในระบบน่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนถึง ความเสี่ยงของตัวธนาคารหรือการที่ธนาคารขนาดเล็กที่ต้องการเงินฝากก็อาจจะมี การแข่งขันในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินฝากเข้าไปที่แบงก์ของตัวเอง ดังนั้นในแง่ของผู้ฝากเงินรายย่อยคงมีทางเลือกในการฝากเงินที่จะมีโอกาสได้ รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมาได้เช่นกัน”

เมื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝากบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว สถาบันการเงินก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นัก ลงทุนควรจะต้องมีการติดตามประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ตัวเองนำ เงินไปฝากอยู่ด้วยว่ามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ดูแลเงินฝากของตัวเองให้ไปอยู่ถูกที่-ถูกทางเพื่อประโยชน์ต่อตัว ผู้ฝากเงินเองทุกท่าน ไม่มากก็น้อย

ที่มา : BangkokBizNews

—————————————————————————————————————————————–

บทความที่น่าสนใจ

5 ความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ ปล่อยเช่า

“วิรพงษ์ สวนศิลป์พงศ์” Budgeting…ปฐมบทของความมั่งมี

อ่านวงจรเศรษฐกิจ จับทิศลงทุนให้ถูกจังหวะ

7 กฎใหม่ควรทำ เพื่อการเงินยิ่งมั่นคง

การกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการเงิน

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook