You Are Here: Home » Financial, Top Article » “วิรพงษ์ สวนศิลป์พงศ์” Budgeting…ปฐมบทของความมั่งมี

Budgeting
บางคนอาจจะเชื่อว่าเส้นทางสู่ความร่ำรวยต้อง เริ่มต้นจากการสะสมเงินออม หรือบางคนบอกว่าต้องนำเงินไปต่อยอดลงทุนให้ถูกที่ถูกทาง แต่สำหรับ “วิรพงษ์ สวนศิลป์พงศ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ็น เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด ผู้แทนจำหน่ายจักรเย็บผ้า Elvira เขาบอกว่า “Budgeting” หรือการทำงบประมาณต่างหากที่เป็นปฐมบทของการสร้างความมั่งมีให้ตัวเอง

“หลักการที่พ่อแม่เคยสอนคือ เราต้องแบ่งเงินเป็นก้อนๆ ออม ใช้ ทำบุญ 3 ส่วน แต่ตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจเท่าไหร่ ใช้หมด แต่ผมไปเจออาจารย์ท่านหนึ่ง เราเห็นว่าพอเงินเดือนออก เขาจะจัดค่าใช้จ่ายเป็นซองๆ ก็เลยทำตามมาจนถึงทุกวันนี้ ในครอบครัวของผมจะใช้วิธีนี้ เราจะแบ่งเงินจัดสรรเป็นซองๆ ใส่เอาไว้เลย ซองไหนออม ซองไหนค่าใช้จ่ายรายเดือน ซองนี้ให้พ่อแม่ ซองนี้ค่าส่วนกลาง หรืออย่างเวลาจะไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็จะมีซองหนึ่งที่เราเตรียมไว้ ก่อนไปผมจะให้ลูกเช็คก่อนว่าสต็อกเหลืออะไรเท่าไหร่ ขาดอะไร จะได้ไม่ต้องไปบ่อย คอนเซปต์คือบัดเจ็ทติ้ง ซึ่งผมบอกได้เลยว่า เวิร์คมาก ทำให้การจัดการเงินทองของเราง่ายขึ้น และรู้เท่าทันสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ”

วิรพงษ์บอกว่าทุกวันนี้เขาพยายามแนะให้คนรอบตัวทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ และลูกน้องในบริษัท เพราะเขาเชื่อว่าหากทุกคนมีการทำงบประมาณส่วนตัว จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ทางการเงินได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าคุณจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จัดสรรไว้ให้เป็นสัดส่วน เวลาเงินเดือนออก ก็จะจัดเป็นซองๆ ถ้าส่วนที่จะใช้ หมดแล้วคือหมด ทำให้เหมือนบริษัทที่ต้องมีงบประมาณ เมื่อมีปัญหาอะไรขึ้นมาก็แก้ได้ง่าย

“ถ้าแต่ละคนมีบัดเจ็ทส่วนตัว ก็จะประคองตัวได้ตลอดเวลา เมื่อมีวินัยทางการเงิน เราก็จะกลายเป็นคนที่มีเครดิตดี เช่นถ้าถึงงวดที่เราต้องจ่ายค่างวดรถกับธนาคารทุกวันที่ 1 ในจำนวนที่เท่ากัน 60 เดือน แล้วจ่ายตรงเป๊ะทุกเดือน แบงก์ก็จะรู้สึกว่าลูกค้าคนนี้มีวินัยมาก ในที่สุดเราก็กลายเป็นลูกค้าที่มีเครดิตดี เขามองเราดี เวลาเราจะไปขอเงินกู้เพื่อซื้อบ้านหรือทำธุรกิจก็ง่าย”

วิรพงษ์เล่าว่า ก่อนจะใช้ชีวิตด้วยการทำงบประมาณอย่างเป็นระบบระเบียบขนาดนี้ ก็เคยผ่านชีวิตที่ผิดพลาดทางการเงินมาก่อน ตอนนั้นเริ่มทำบัตรเครดิต เพราะคิดว่าสะดวกสบาย แต่ลืมไปว่าในระหว่างที่เราใช้บัตรเครดิต เราก็ใช้เงินสดไปด้วย เวลาเขาเรียกเก็บเงินมาคราวนี้หน้ามืดเลย จากนั้นคิดว่าเลิกใช้ดีกว่า

“ผมเห็นคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิต พอเริ่มมีบัตรใบที่หนึ่ง ก็มีใบที่สองและสาม ผมแนะว่าอย่าให้บัตรหลายใบมาเจอกัน เพราะท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการสร้างหนี้ไปโดยปริยาย เพราะบางทีคนเราก็มีความอยากกันบ้าง เช่นเดือนที่แล้วไปซื้อนาฬิกามา อีกเดือนหนึ่งค่าเทอมลูกก็ต้องจ่าย คราวนี้ก็ต้องเริ่มหมุนเงินและกู้เงิน ผมว่าดีที่สุดคือใช้เงินสด ไม่ต้องใช้เงินล่วงหน้า คนเราพอเริ่มมีหนี้สินก็กลายเป็นมีปัญหาภายในครอบครัว ผมเห็นสามีภรรยาหลายคู่เลิกกันเพราะเรื่องเงิน ดังนั้น ถ้าจัดระเบียบเรื่องเงินทองด้วยการทำงบประมาณและใช้เงินสดผมว่าใช้ชีวิตแบบ นี้ไม่ยากเลย”

วิรพงษ์บอกว่าการทำงบประมาณจะยิ่งดีเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้ายังจำกันได้ตอนเกิดวิกฤติทุกคนถูกลดเงินเดือน รายได้หายไป ตอนนั้นถ้าใครทำบัญชีรายรับรายจ่ายก็จะรับมือกับวิกฤติได้ง่าย เพราะคุณจะรู้สถานการณ์ว่างบดุลทางการเงินของคุณติดลบ เสมอตัว หรือเป็นบวก ซึ่งถ้าไม่ทำคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าเงินไม่พอ หรือติดลบอยู่

“แต่ผมว่า รายรับ รายจ่ายก็ไม่สำคัญเท่า รายเหลือ บางคนรับเยอะ แต่รายจ่ายเยอะ ก็ไม่มีรายเหลือ “

เพราะเมื่อไหร่ที่มี”รายเหลือ” คุณก็จะตั้งหลักการออมได้ วิรพงษ์บอกว่าเขาพยายามสอนทั้งลูกและลูกน้องให้ค่อยๆ สะสมเงินออม ขอให้นึกว่า ถ้าเราไม่ออม พออายุ 60 คงต้องมานั่งกลุ้มใจแน่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นทั้งค่ายา ค่ารักษาพยาบาล มากกว่าค่าข้าวซะอีก

“คนเราควรวางแผนถึงอนาคตให้มากเข้าไว้ เพราะเมื่อแก่ตัว ค่ายา ค่าอาหารเสริมเยอะมาก บางคนเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งต้องเผื่อเงินไว้ให้เยอะ ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า คนที่เขายื้อชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็อาจต้องเตรียมเงินไว้ 5 ล้านบาท สิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนคือรู้จักออม จะออมวิธีไหนก็ได้ จะซื้อสลากออมสิน ฝากเงิน หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอะไรก็ได้ที่ออกมาใหม่ๆ แต่ขอให้ออม ในเวลาเดียวกัน เมื่อยังมีเรี่ยวแรงต้องหมั่นออกกำลังกาย นี่คือการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ถ้าวันนี้ออกกำลังกายวันหน้าก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อค่ารักษาพยาบาล”

ในเวลาเดียวกัน นอกจากเขาจะใส่ใจเรื่องการออมเงิน ทำงบประมาณ เรื่องของการลงทุนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่วิรพงษ์พยายามเรียนรู้ช่องทางและ เครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ อยู่ตลอด แต่โดยภาพรวมยังยึดแนวทางการลงทุนแบบที่ไม่หวือหวา โดยมากยังเป็นการลงทุนในพวกพันธบัตรรัฐบาล และกองทุนรวมที่เน้นการประหยัดภาษี แต่อะไรที่ผาดโผนมากเช่นหุ้นเขาจะหลีกเลี่ยง แต่มีการลงทุนอยู่อย่างหนึ่งที่วิรพงษ์ชื่นชอบและพยายามแนะนำคนอื่นเสมอคือ การลงทุนในบ้าน

“คนรุ่นใหม่ที่กำลังคิดจะซื้อรถและบ้าน ผมแนะนำให้ซื้อบ้านก่อน ซื้อรถคิดผิด เพราะรถไม่ได้ให้อะไรกับคุณเลย แต่บ้านถ้าซื้อในทำเลดีมีแต่ราคาเพิ่ม ผมเคยไปพบคนซื้อขายบ้านในทำเลที่ไม่ผิดเขาบอกว่า สมมติซื้อราคา 1 ล้าน แม้จะมีดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนกับแบงก์ แต่ในอนาคตราคาบ้านอีก 10 ปีข้างหน้า จะเท่ากับเงินต้นบวกดอกเบี้ย ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ผมซื้อทาวน์เฮาส์ 4 แสน จ่ายดอกเบี้ยไป 2 จากนั้นแสนผมขายบ้านหลังนั้นได้ 6 แสน เท่ากับผมอยู่ฟรี ผมจึงบอกทุกคนเสมอว่าใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือน การซื้อบ้านคือการลงทุนที่ดีที่สุด ”

แต่สิ่งหนึ่งที่วิรพงษ์อยากพูดถึงคือเรื่องความฉลาดทางการเงินของคนในบ้านเรา ที่เขามองว่าทุกวันนี้ยังมีกันน้อยอยู่ ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมาอย่างไม่รู้จบ หรือแม้แต่ความเข้าใจเรื่องของความพอเพียงที่บางคนยังเข้าใจว่า พอเพียงคือไม่ใช้เลย ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่

“ในทัศนะของผม ความพอเพียงคือ คุณต้องรู้ตัวเองว่ามีเงินใช้ได้แค่ไหน ถ้าคุณซื้ออะไรมา ต้องใส่ทุกคู่ ซื้อเสื้อมาต้องใส่ทุกตัว ถ้าไม่แน่ใจอย่าซื้อ นี่คือความพอเพียงในเบื้องต้น หรือถ้ามันแพง แต่เราได้ใช้มันทุกวันอย่างคุ้มค่าผมว่าก็ไม่ผิด”

วิรพงษ์เล่าทิ้งท้ายถึงชีวิตในปัจจุบันว่า พยายามผ่องถ่ายให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานมากขึ้น และยึดหลักการทำธุรกิจโดยใช้ศีล 5 เป็นหลักในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมแบ่งปันรายได้บางส่วนเพื่อสังคมเสมอ

BangkokBizNews

——————————————————————————————————————————————————–

บทความที่น่าสนใจ

อ่านวงจรเศรษฐกิจ จับทิศลงทุนให้ถูกจังหวะ

7 กฎใหม่ควรทำ เพื่อการเงินยิ่งมั่นคง

การกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายการเงิน

COKE-PEPSI เปิดศึก Music Marketing

เบื้องหลัง “สิงห์ชนช้าง” ของจริงตำนานบริหารธุรกิจ

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook