You Are Here: Home » PR, Program Review, Programs Update, What's Up » MBA On Demand ของ ABAC

Dr.Sunthorn Pibooncharoensit

ดร. สุนทร พิบูลย์เจริญสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ท่ามกลางหลักสูตร MBA มากมายที่มหาวิทยาลัยทุกแห่งในบ้านเราต่างก็ทยอยกันเปิดหลักสูตรเพื่อแข่งขันกันตอบรับความต้องการของผู้เรียนรวมทั้งความต้องการในตลาดแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก หลักสูตร MBA ของเอแบคเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีเอกลักษณ์และความแตกต่างจากที่อื่นๆ ให้เห็นค่อนข้างเด่นชัดทีเดียว

ด้วยความที่เอแบคเติบโตมาในสายธุรกิจถึงกว่า 40 ปี จึงทำให้เกิดการสั่งสมประสบการณ์และความรู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน รวมทั้งยังได้ผลิตกำลังแรงงานที่มีความรู้และมีชื่อเสียงออกสู่สังคมมากมายจนเป็นที่ยอมรับ สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นความสามารถภายในอันแข็งแกร่งที่ทำให้เอแบคโลดแล่นอยู่ในวงการผลิตนักบริหารมืออาชีพ (Business School) มานานกว่า 23 ปีนับตั้งแต่ริเริ่มจัดทำหลักสูตร

โดย ดร. สุนทร พิบูลย์เจริญสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มองว่า ปัจจุบันทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจที่แสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไร รวมทั้งระบบราชการหรืออื่นๆ ทุกที่ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นในการใช้ทักษะด้านการบริหารเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ทุกหน่วยธุรกิจจึงต้องการความรู้ที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพของทั้งคนและองค์กรให้เติบโตและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่ก้าวไกลไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยผลักดัน

ซึ่งเอแบคเองพยายามเน้นสร้างความแตกต่างในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมด้านตัวผู้สอนที่เชี่ยวชาญและคลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ในแง่ของอาจารย์สมทบก็จะเชิญนักธุรกิจที่เป็นผู้บริหารจริงๆ มาทำการถ่ายทอดประสบการณ์ รวมถึงกรณีศึกษาต่างๆ ที่ได้พบมา รวมทั้งวิธีการในการบริหารจัดการต่างๆ ที่เป็นผลสำเร็จมาแล้วเพื่อเป็นฐานความรู้ที่แข็งแกร่งและสามารถอ้างอิงได้แก่นักศึกษา

“เราอยากให้เป็นคนที่ทำธุรกิจจริงๆ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญโดยตรงมาถ่ายทอดประสบการณ์ เพราะวิชาเอ็มบีเอนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียว อาจารย์ Part time ที่สอน MBA ของเรามีมากกว่าครึ่งหนึ่งของอาจารย์ทั้งหมด เรามีเรื่องของ case study ตลอดเวลาที่นักศึกษาเรียน แล้วตัวนักศึกษาเองก็ค่อนข้างมีความแข็งแกร่งเรื่องการนำเสนออยู่แล้ว” ดร. สุนทร เล่าถึงรายละเอียดในด้านความแตกต่างของตัวผู้สอน

นอกจากนั้นแล้ว จุดแข็งที่ทุกคนต่างรู้ดีก็คือ เอแบคนั้นมีความแข็งแกร่งด้านภาษาซึ่งจะทำการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งดร. สุนทร ยืนยันว่าสิ่งนี้คือจุดแข็งของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับ นอกจากนั้นแล้วเอแบคยังดำเนินนโยบายในเชิงรุก โดยไม่เพียงแค่เปิดให้นักศึกษาชาวต่างชาติมาเรียนเท่านั้น แต่ยังทำการส่งออกความรู้โดยการเปิดสอนวิชาเอ็มบีเอให้กับประเทศลาว เขมร เวียดนาม และจีนซึ่งเป็นประเทศในโซนอาเซียนที่กำลังจะมามีความหมายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคตอย่างมากอีกด้วย

“แน่นอนว่าเรามีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนมากที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยในประเทศ นั่นคือกว่า 2,000 คน และเชื่อว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนมีมากเท่าเรา แต่นอกจากที่เราอิมพอร์ตนักศึกษาต่างชาติเข้ามาแล้วก็ไม่ใช่ว่าเราบอกว่าเราเป็นอินเตอร์แล้ว โดยการเปิดสอนภาษาอังกฤษแล้วจบ ไม่ใช่”

เพราะเอ็มบีเอของเอแบคเองมีการทำดับเบิ้ลดีกรีที่มีมากกว่าที่อื่น เพราะไม่ใช่แค่เพียงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งในต่างประเทศ หากแต่มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอีก 4-5 แห่ง รวมทั้งในอนาคตอันใกล้อีก 2 แห่งเพื่อยกระดับสู่การเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางแห่งการศึกษาวิชาเอ็มบีเอในระดับต่างประเทศ

“เราไม่จับคู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะใช้การแชร์กับหลายมหาวิทยาลัย เรียกว่าเมื่อมาเรียนเอ็มบีเอกับเรา ก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ออสเตรเลีย อังกฤษ หรือเยอรมนี แปลว่าเอ็มบีเอเรามีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้เรามีประมาณ 4-5 โปรแกรมแล้ว น่าจะลงตัวหมดทั้งสิ้นภายในปีนี้”

นอกจากนั้นแล้ว วิชา OD (Organization Development) ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ที่ผู้เรียนให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่เอแบคพยายามจะพัฒนาหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาองค์กรก็คือหนทางที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ที่ทำให้ธุรกิจเจริญเติบโตบนรากฐานที่แข็งแกร่งต่อไปได้

“อย่างตอนนี้ที่เราเปิดเอ็มบีเอ เราก็ยังจัดเวิร์กช็อป ซึ่งเป็นการจัดเวิร์กช็อปภายในให้กับบริษัทชั้นนำ เช่นปูนซีเมนต์ไทย แบงก์กรุงศรี เบียร์สิงห์ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเราเน้นพัฒนาองค์กรและเน้นในด้านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ทำอย่างไรให้บุคลากรรักและทุ่มเทให้องค์กร การเสริมหลักคิด หลักการทำงาน รวมทั้ง HR Development เพื่อให้ก้าวสู่ความเป็น Top Management ถือเป็นหลักสูตรเดียวที่มีในประเทศไทย โดยตัวองค์กรเองก็ไว้ใจให้เราสร้างคนขึ้นมาให้เขาเลย”

สิ่งที่เอแบคเน้นอีกด้าน เห็นจะหนีไม่พ้น Creativity และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้ที่ไหนๆ ก็จำเป็นต้องมี และยิ่งทุกวันนี้เวลามองไปที่ไหนๆ ก็ล้วนแต่มีแต่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนให้เห็นกันทั่วไป ซึ่งหลักสูตรเอ็มบีเอของเอแบคก็ไม่รอช้า…

หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้นการขยับตัวของ Apple ในด้านการศึกษา ที่อยู่ในสายตาของเอแบคตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี โดย Apple มีการจัดทำคลังของคอนเทนต์การเรียนการสอนที่แลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยกว่า 600 แห่งทั่วโลกผ่านทาง “iTune University” ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองให้มีการเปิดใช้งาน แต่จะมีที่เอแบคเป็นที่แรกในอนาคตอันใกล้ที่จะใช้ “iTune University” ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะนำเอาคอนเทนต์ที่มีไปแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยทั่วโลกด้วย

“ตอนนี้เขายังปล่อยให้ดาวน์โหลดได้ฟรีอยู่ เป็นเนื้อหาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำซึ่งยินยอมให้เผยแพร่เนื้อหาออกสู่สาธารณะได้แทบทุกมหาวิทยาลัย ผู้ที่สนใจสามารถเรียนได้หมด เพียงแต่ไม่ได้ดีกรีเท่านั้นเอง เรามองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีในการได้รับความรู้จากหลักสูตรที่มีคุณภาพ”

ไม่ใช่เพียงแค่รูปภาพหรือวิดีโอ แต่วันนี้ถึงยุคแห่งการแบ่งปันคอนเทนต์ iMBA ของเอแบคจึงเป็นหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถลง Live Classroom จากห้องสอนที่เผยแพร่ทั้งภาพ และเสียงสดๆ ของผู้สอนได้ในทันที นอกจากนั้นแล้วในขณะที่ผู้สอนใช้สื่อการสอนแบบพรีเซนเทชั่น เช่น การใช้โปรแกรมพาวเวอร์พอยท์หรือการนำวิดีโอขึ้นเผยแพร่นั้น ตัวนักศึกษาก็ยังสามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ในเวลาเดียวกัน

แม้ข้างต้นที่กล่าวมา ดร. สุนทร จะบอกว่าไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่เพราะอาจเห็นได้ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ยังมีสิ่งที่แตกต่าง นั่นคือการเผยแพร่คอนเทนต์แบบ “ออนดีมานด์”

“หลังจากคลาสจบ ก็สามารถใช้เวลาไม่เกินสามชั่วโมงในการเลือกไฟล์ไปซิงค์ผ่านไอจูนลงเครื่องได้เลย แต่ถ้าเป็นที่อื่นยังต้องใช้เวลา 1 -2 วัน ขณะที่เราทำได้เลย เป็น E-learning ที่มีความสด จะไลฟ์ก็ได้ จะดาวน์โหลดเก็บไว้ดูก็ได้ แล้วคอนเทนต์ต่างๆ เหล่านี้ พร้อมที่จะเผยแพร่เข้าสู่ iTune University ในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าแตกต่างกว่าและมีประสิทธิผลกว่าทั้งในแง่ของการลงทุนและเวลา”

สุดท้ายในแง่ของความเป็น Business School เอแบคชูถึงความเป็นอินเตอร์ที่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในไทยอย่างแท้จริง ซึ่งถ้ามองในความแข็งแกร่งที่สุดข้อนี้ ก็ถือว่าเอแบคยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจน นอกจากนั้นก็ยังมีการขยับขยายกระจายสาขาเอ็มบีเอไปยังโรงเรียนในเครือต่างๆ ตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดที่มีถึง 13 โรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

“เอ็มบีเอทุกวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในสายธุรกิจอีกแล้ว เอแบคขยับมามองว่าทุกสาขาวิชาไม่ได้เป็นแก่นแท้ของวิชานั้นๆ ทั้งหมด หากแต่ต้องมีหลักสูตรเอ็มบีเอมาเกี่ยวข้องในสาขาวิชานั้นๆ ซึ่งกลับกัน วิชาเอ็มบีเอเองก็ไม่ใช่ทรูเอ็มบีเอทั้งหมด ต้องใช้นวัตกรรมอื่นๆ มาพัฒนาเอ็มบีเอให้ก้าวไกลอย่างเกื้อหนุนกัน ซึ่งนี่เป็นทั้งช่องทางและโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรให้เอ็มบีเอของเอแบคมีคุณภาพ และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ต่อไป” ดร. สุนทร กล่าวทิ้งท้าย

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook