You Are Here: Home » Arts, Top Article » เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์: ศิลปะสร้างสรรค์และเยียวยาสังคม

เนารัตน์ พงษ์ไพบูลย์: ศิลปะสร้างสรรค์และเยียวยาสังคม

Nawarat Pongpaiboon

Nawarat Pongpaiboon

“โทรทัศน์ 100 สถานี 24 ชั่วโมง ได้ทำลายล้างสุนทรียทัศน์ของคนทั้งประเทศภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วอายุคน ทำให้คนทั้งประเทศรับรู้เหมือนกัน รู้สึกเหมือนกัน ร้องรำทำเพลงอย่างไร้รสนิยมเหมือนๆ กัน นี่คือการครอบงำทางศิลปะ นี่คือวิกฤตทางวัฒนธรรม”

คำ “ไร้รสนิยม” ในที่นี้ หมายถึง รสนิยมที่ถูก “ครอบงำ”

ที่จริงไม่เฉพาะโทรทัศน์เท่านั้น สื่อทั้งหลายรวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เป็น “ทัศนะอุจาด” ล้วนซ้ำเติมสภาวะไร้รสนิยมให้กลายเป็นความต่ำทรามทางรสนิยมยิ่งขึ้น

นี่คือวิกฤตวัฒนธรรม

ความเห็นข้างต้นนี้ ประมวลมาจากส่วนหนึ่งของการประชุมสมัชชาศิลปินเพื่อการปฏิรูปประเทศระดับ ภูมิภาคทั้งสี่ภาค คือ กลางอีสาน ใต้ เหนือ ตามลำดับตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วถึงต้นปีนี้

สมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มี คุณหมอประเวศ วะสี เป็น ประธาน ได้จัดประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2554 ซึ่งมีทั้งหมด 9 เรื่อง เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปซึ่งเป็นหนึ่งใน 14 เครือข่ายสมัชชาปฏิรูป ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่นำเสนอเพื่อขอฉันทามติจากที่ประชุมเพื่อขับเคลื่อน อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ขอสรุปเนื้อหาจาก “เอกสารร่างมติ” ของเครือข่ายสมัชชาศิลปิน ดังนี้

หัวข้อเรื่องคือ “ศิลปะกับการสร้างสรรค์และเยียวยาสังคม”เริ่มด้วยบทนิยามคำ “ศิลปวัฒนธรรม” ว่าวัฒนธรรมคือ วิถีชีวิต และวิถีชีวิตนั้นเองคือเนื้อดินให้กำเนิดเนื้องาน อันนิยามว่า “ศิลปะ”ด้วยเหตุนี้ “ศิลปะ” และ “วัฒนธรรม” จึงมิอาจแยกออกจากกัน

ในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ศิลปะยิ่งมีบทบาทต่อวัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อความคิด ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยผ่านกระบวนการผลิตแบบ “อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม” หากสังคมไทยรู้ไม่เท่าทัน ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่เห็นคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ขาดกระบวนการวางรากฐานเชิงระบบ การพัฒนาสังคมไทยไปสู่ความยั่งยืนก็มิอาจเกิดขึ้นได้

สังคมไทยกำลัง อยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งความเหลื่อมล้ำในสังคม เกิดความไม่เป็นธรรม การขาดความสามัคคี และขาดความสำนึกในการร่วมกันพัฒนาสังคม ส่งผลให้การพัฒนาประเทศไร้ทิศทางและไม่มีประสิทธิภาพ

สาเหตุส่วน หนึ่ง เกิดมาจากพื้นฐานการศึกษาของไทยที่หลีกหนีจากศิลปวัฒนธรรม อันเป็นรากฐานดั้งเดิมและทิศทางการพัฒนาประเทศที่ไม่ได้มุ่งเน้นการส่งเสริม ผ่านศิลปวัฒนธรรม

ศิลปะมีพลังสามารถกล่อมเกลาจิตใจของผู้คนในสังคมให้อ่อนโยน และพร้อมจะเข้าใจโลกและชีวิต อันจะนำไปสู่ “สุนทรียสังคม”

หน้าที่ของศิลปินและศิลปะคือการสร้างสรรค์สังคม และการให้ความบันเทิง อันเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างสุนทรียะ และช่วยเยียวยาวิกฤตการณ์สังคม ซึ่งเป็นบทบาทที่สืบเนื่องมาแต่อดีตแล้ว

การพัฒนาทั้งศิลปินผู้สร้างและประชาชนผู้เสพไปพร้อมกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

แม้จะมีหน่วยราชการ อาทิ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นองค์กรดูแลด้านศิลปวัฒนธรรมอยู่แล้วแต่เนื่องจากต้อง ดูแลรับผิดชอบทั้งระบบและล่าช้าด้วยกระบวนการและขั้นตอนของทางราชการ ตลอดจนวิธีคิดและวิธีมองปัญหาที่แตกต่างกันออกไป องค์กรหน่วยงานหรือศูนย์ศิลปะใหญ่น้อยทั้งหลาย ที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทเอกชน หรือชุมชนหรือประชาชน ซึ่งมีความเป็นอิสระ และมีความคล่องตัวสูง จึงมักเป็นฝ่ายขับเคลื่อนผลักดัน งานศิลปวัฒนธรรมออกไปเอง ตามวาระโอกาสเท่าที่จะสามารถทำได้แต่ก็มีกำลังทุนและพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะ ขับเคลื่อนให้เกิดเป็นภาพรวมทั้งหมดได้ เพราะมีทั้งที่รู้และไม่รู้ ไม่มีสายสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งศิลปะแต่ละแขนงก็ขาดการปฏิสัมพันธ์กัน

ทำให้ศิลปินในปัจจุบันต่างคนต่างสร้างต่างองค์กรต่างเดิน ยังไม่สามารถทำให้ศิลปะในภาพรวมมีพลังต่อการสร้างสรรค์และเยียวยาสังคมได้

ปัญหาอาจยิ่งทับซ้อนในแง่มุมของการ “ครอบงำ” ทางศิลปะ เพราะองค์กรศิลปวัฒนธรรมอิสระที่มีพลังมากกว่า ใหญ่กว่าและที่อยู่ในส่วนกลาง จะขับเคลื่อนและผลักดันงานศิลปวัฒนธรรมในสายทางและรูปแบบของตนเองออกไปได้ มากกว่า จนกลายเป็นกระแสหลักครอบงำศิลปวัฒนธรรมชุมชนหรือหน่วยย่อยได้ และยังถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมต่างชาติ

เพราะขาดการรู้จริง รู้ลึกในภูมิปัญญาและรากเหง้า หรือ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง” ของตนเองตลอดจนขาดไร้พื้นที่และเวทีที่จะแสดงออกซึ่งงานศิลปะชุมชน

ถึงเวลาแล้วที่ศิลปินในแต่ละสาขา แต่ละพื้นที่ควรจะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมโดยใช้ศิลปะทุกสาขา (ร่วมสมัยและพื้นบ้าน)พัฒนาเยียวยาผู้คนและสังคม รวมทั้งจะต้องรวมตัวกัน เพื่อความร่วมมือระหว่างผู้สร้างงานศิลปะที่มีความแตกต่างกัน ทั้งต่างสาขา ต่างที่ต่างทิศทาง ต่างรูปแบบ โดยยังสามารถคงความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นอิสระของตนเองไว้ได้ด้วย

รวมทั้งใช้ศิลปะเป็นสื่อในการให้การศึกษาและสร้างสรรค์จิตใจของผู้คนในสังคม

มติสี่ข้อที่เสนอคือต่อภาครัฐ ให้เพิ่มความตระหนักและเห็นความสำคัญของพลังทางศิลปะในฐานะเป็นเครื่องมือ แก้ไขปัญหาสังคมในทุกหน่วยงานทุกกระทรวง รวมถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมหรือกระทรวงศึกษาเพียงเท่านั้น

ต่อภาคสังคม ต้องขับเคลื่อนโดยภาคประชาชนที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมโดยตรงโดยเฉพาะการจัด องค์กรในรูปของ “สมัชชาศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชน” เพื่อทำหน้าที่หลักสี่ประการ คือ – สร้างองค์กรเครือข่าย- ขยายการเสวนาวิจารณ์งานศิลปะทุกสาขา- พัฒนาผู้สร้าง ผู้เสพงานศิลปะ – สร้างและขยายพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรม (พื้นที่การแสดงพื้นที่สื่อ พื้นที่สาธารณะ)

งบประมาณ หรือทุนดำเนินการ หลักคือ รัฐต้องจัดสรรจากแหล่งทุนที่ชัดเจนและยั่งยืนและผลักดันให้องค์กรปกครองท้อง ถิ่นร่วมจัดสรรให้แก่กลุ่มศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสนับสนุนงานศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนอย่างจริงจังและเข้มแข็ง ยังมีรายละเอียดและประเด็นขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมดังจะนำมาเสนอต่อไป

–มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1 – 7 เม.ย. 2554–

บทความที่น่าสนใจ

จิตรกรรมฝาผนังโดเรมอน

“ศิลปวัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ” โมเดลชีวิตในทศวรรษหน้าของชาวฮ่องกง

เกาะกระแสศิลปะสาธารณะบนฝาท่อ

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook