You Are Here: Home » PR, Programs Update » UTCC The Great Social Enterprise

UTCC

The Great Social Enterprise

ปัจจุบัน ความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก เป็นสิ่งที่ทุกคนและธุรกิจเอกชนไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปได้ และแม้ว่า CSR จะดำเนินไปได้อย่างดีในหลายประเทศทั่วโลก แต่ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทางฝั่งทวีปยุโรปและอเมริกา เล็งเห็นว่ายังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีรูปแบบให้ของ “การให้” จากภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า CSR นั่นก็คือ การจัดตั้ง Social Enterprise (SE) ขึ้น หรือที่เรียกว่า “องค์กรเพื่อสังคม” ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการของความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) โดยตรง

Dr. Jiradet Usawat-UTCC

สำหรับ Social Enterprise (SE) คือองค์กรหรือธุรกิจเอกชน “Not-For-Profit” ที่มุ่งทำการค้าขายเหมือนธุรกิจทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์อยู่ 3 อย่างควบคู่กันไปคือ 1. สร้างกำไร 2. มุ่งสร้างสรรค์สังคม 3. สนับสนุนสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า Triple Bottom Line หรือ ESG (Environment Social & Governance) ที่ไม่ได้มุ่งหากำไรสูงสุด แต่จะมุ่งสร้างกำไรเพื่อนำมาใช้เพื่อประโยชน์สังคม เนื่องจากกำไรที่ได้ไม่ต้องแบ่งสรรคืนแก่เจ้าของทุน หากมุ่งนำไปใช้เพื่อวุตถุประสงค์หลัก นั่นคือ “การให้” กับสังคม

นี่จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของโลก ทุนนิยมยุคใหม่ (New Age Capitalism) ของกลุ่มทุนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนที่เกื้อกูลต่อโลกและสังคม เพราะวันนี้โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปสู่แนวคิด Triple Bottom Line หรือ ESG (Environment Social & Governance) โดยที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเองให้เป็น Social Business ซึ่งเป็นการทำธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านการสร้างระบบตลาดและมาตรฐานการผลิตที่รวมไปถึงห่วงโซ่การผลิต ที่ตระหนัก-เอื้อต่อโลกและผู้คนมากกว่าการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Good Corporate ที่มีเป้าหมายแก้ปัญหาสังคมโดยใช้โมเดลธุรกิจของตนเองเป็นตัวตั้ง

ทั้ง นี้ องค์กรที่ถือเป็นต้นแบบเด่นชัดของการเป็น Social Enterprise (SE) ขณะนี้คือ “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ซึ่ง “รองศาสตราจารย์ ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า

แม้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนก็จริง แต่ไม่ได้หวังผลกำไร ฉะนั้น การที่ไม่หวังผลกำไร ก็สามารถนำสิ่งที่ได้รับอย่างกำไร, ความรู้คืนสู่สังคมได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ทุนการศึกษา, การจัดตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ, ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ, ศูนย์วิจัยโลจิสติกส์, ศูนย์ SME, ศูนย์ Family Business โดยศูนย์ต่างๆ ทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นต้นทุนทั้งสิ้น เพียงแต่มหาวิทยาลัยไม่หวังผลกำไร ดังนั้น การตั้งศูนย์ต่างๆ เหล่านี้ ก็เหมือนเป็นการนำความรู้ที่ได้รับคืนสู่สังคมไทย

“แล้วยิ่งเมื่อผมเข้ามาทำหน้าที่เป็นอธิการบดี ผมยิ่งเน้นเรื่องนี้มากขึ้น เพราะผมเห็นว่า มหาวิทยาลัยต้องติดดิน ด้วยการเอาความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส หรือสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับคนชนบท”

อย่างในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการในเรื่อง Social Enterprise (SE) นี้ไปแล้ว 3 โครงการ คือ

rice utcc

โครงการ ที่ 1 โครงการนำนิสิตนักศึกษาที่ออกค่ายอาสาสมัครลงไปช่วยพัฒนาหมู่บ้านใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าไปสร้างธนาคารในหมู่บ้าน, โรงอาหาร, อาคารอเนกประสงค์ ที่สำคัญ การเข้าไปซื้อข้าวหอมมะลิแดงจำนวน 11 ตันๆ ละ 3.5 หมื่นบาท เพื่อช่วยเหลือชาวนาในหมู่บ้านที่ส่วนใหญ่ประสบปัญหส “ยิ่งปลูกข้าง ยิ่งเป็นหนี้”

ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยฯ จึงเข้าไปรับซื้อข้าวหอมมะลิแดงดังกล่าว เพื่อส่งต่อไปให้นิสิตนักศึกษานำไปค้าขายต่อผ่านทางบริษัทจำลอง รวมถึงการนำไปจัดทำเป็นสินค้าเพื่อส่งมอบเป็นของขวัญ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผู้รับเกิดความรู้สึกดีๆ ว่า ตนเองมีส่วนร่วมกันทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศชาติ นอกจากนี้ ก็มีเรื่องของการเข้าไปรับซื้อต้นไม้ในชุมชนจำนวน 1 หมื่นต้นๆ ละ 40 บาท เป็นเงิน 4 แสนบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปฝากอยู่ในธนาคารหมู่บ้าน เพื่อให้คณะกรรมการเป็นคนพิจารณาว่า จะให้ใครกู้ยืมเงินไปใช้เพื่อการทำเกษตร รวมถึงการเข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าต่างๆ จนทุกวันนี้คนในหมู่บ้านหลังจากเคยตกอยู่ในความรู้สึกหมดหวัง ก็เริ่มมีความหวังในชีวิตและมีความสุขมากขึ้น

โครงการ ที่ 2 โครงการนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน เป็นโครงการที่เริ่มทำเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ในบ้านหนองแต้, บ้านบ่อ, บ้านกุดเชียงมี อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ได้ทำร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับหอการค้าไทย หอการค้าจังหวัดขอยแก่นและหอการค้าจังหวัดนครปฐม เพราะโดยปกติการทำนาทั่วไป 1 ไร่ จะได้เงิน 5,000 บาท หรือ 1-1.2 หมื่นบาท แต่โครงการนี้ ถือเป็นการพลิกฝื้นการทำนาใหม่ให้ได้เงิน 1 แสนบาทต่อ 1 ไร่ ภายใต้ทฤษฎีผสมผสานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คิดวางแนวทางให้ปฏิบัติมานานแล้วแต่ไม่มีใครนำไปต่อยอด

จนกระทั่ง “อดิศร พวงชมภู” อดีตประธานหอการค้านครปฐม ได้นำทฤษฎีดังกล่าวมาคิดต่อยอด จนเกิดเป็นไอเดียหนึ่งที่จะนำลงไปปฏิบัติจริงในหมู่บ้านดังกล่าวที่ จ.ขอนแก่น ด้วยการผลักดันให้ชาวนาหันมาปลูกข้าว ผ่านระบบนิเวศที่สมดุลและครบวงจรในตัวเอง (เช่น การปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน) ซึ่งจะสร้างให้เกิดรายได้ที่มาจาก 5 ส่วน แทนการมีรายได้มาจากการปลูกข้าวอย่างเดียว 100% ได้แก่ 1. นาข้าว ที่มาจากการขายข้าว, แกลบ, รำ, ฟางข้าว 2. ประมง ด้วยการเลี้ยงปลาดุก, กุ้ง, หอย, กบ เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง 3. คันนา ที่จะมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชประกอบจำพวก พริก, ตะไคร้, บััวบก 4. พืชน้ำ เช่น ผักแว่น, ผักแขยง ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากการทำนา และ 5. สัตว์เลี้ยงประกอบ อาทิ เป็ด ซึ่งจะช่วยให้เกิดรายได้เพิ่มจากการขายไข่เป็ด

“หลัง จากคัดเลือกชาวนาให้เข้ามาร่วมอยู่ในโครงการนี้ มีชาวนาที่ทำนาแล้ว ได้เงินสูงสุดถึงไร่ละ 2.3  แสนบาท ขณะที่ชาวนาที่ทำนา ได้เงินต่อไร่น้อยสุดอยู่ที่ 2 หมื่น ซึ่งถือเป็นโครงการที่ทางมหาวิทยาลัย จะจับมือร่วมกับหอการค้าทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแค่ไฟไหม้ฟาง แล้วก็เลิก”

นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ Southern Methodist University (SMU) มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทำโครงการพัฒนาศักยภาพโรงสีข้าวขนาดเล็ก ในการลดความเสียหายจากการสีข้าวถึง 40% ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อช่วยให้ชาวนาสามารถลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น

สำหรับโครงการที่ 3 นั้น อยู่ระหว่างดำเนินงาน ซึ่งได้เริ่มโครงการมา 5 เดือนแล้ว โดยเป็นโครงการความร่วมมือกับ The Massachusetts Institute of Technology (MIT) เพื่อทำการศึกษาและเก็บข้อมูลหมู่บ้านหนึ่งเป็นระยะเวลา 12 ปี เพื่อหาข้อมูลว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ต้องการอะไร และอยากได้รับความช่วยเหลือในด้านใดมากที่สุด

ไม่เพียงแค่นี้ ตนเองยังมีแนวคิดที่จะนำที่ดินแปลงใหม่ของมหาวิทยาลัยที่ซื้อไว้ 400 ไร่ มาแบ่งเป็น 45 ไร่ เพื่อใช้ในการปลูกข้าว 5 ชนิด เช่น ข้าวหอมมะลิ, ข้าวสังข์หยด เพื่อทูลถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ส่วนข้าวที่เหลือจากการทูลเกล้า ก็จะเปิดประมูลขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อทางมหาวิทยาลัยจะได้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือสังคมต่อไป อธิการบดีกล่าว

“ดังนั้น ภาพของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยวันนี้ จึงมิได้เป็นแค่มหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น หากแต่เป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งพัฒนาชุมชน และมีนโยบายผลิตบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาหรือคณาจารย์ ที่สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการร่ำเรียนมาคืนสู่สังคม ผ่านการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เหมือนที่มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

Dr. Jiradet Usawat

ขณะเดียวกัน “รองศาสตราจารย์ ดร.จีรเดช” กล่าวเสริมว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่ตนได้ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอน ในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยที่จะมีอีก 18 หน่วยกิต ที่นิสิตนักศึกษาต้องเรียนก่อนจบการศึกษามาเป็นหลักสูตร หรือวิชาที่มีชื่อว่า “New Approach” ด้วยการศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ และเรื่องที่ต้องใช้ในอนาคตทั้งหมด 5 เรื่อง คือ 1. Water Supply / การบริหารเรื่องน้ำ 2. Food Supply / การบริหารอาหารที่จะขาดแคลนในอนาคต 3. Climate Change / การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 4. เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ / กับวิธีการรับมือและการรักษา และ 5. Business Smart ซึ่งจะสอนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคม การรู้จักบริหารตนเอง ทั้งในเรื่องอารมย์, มารยาทในการรับประทานอาหาร, การทักทาย, การจัดสรรเวลาต่างๆ

“ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นหลัก สูตรด้าน CSR ทางอ้อมอย่างหนึ่ง ที่ถูกบรรจุลงไปสอนให้นิสิตนักศึกษา ให้สามารถเตรียมความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดได้เหนือกว่าคนอื่นๆ รวมทั้งสามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนแนวคิดคนในองค์กร ที่จะเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้อีก 10 ปี ข้างหน้า และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีมารยาทที่ถูกต้อง”

ที่มา www.s-mmag.com

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook