You Are Here: Home » What's Up » ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ “ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเป็นผู้ให้”

อาจเป็นเพราะไม่ได้จบทางด้านบริการจัดการทรัพยากรมนุษย์โดยตรง จึงไม่ได้เดินตามตำราแต่พยายามศึกษาเรื่องต่างๆ เพื่อตอบคำถามตัวเอง มุมมองในการบริหารจัดการคนของ “ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (ปัจจุบัน คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย)  จึงแตกต่างจากคนอื่นจนได้ชื่อว่าเป็นนักพัฒนากลยุทธ์ HR ที่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง

Dr.Thasana Boonkwan

ดร.ทรรศนะ บุญขวัญ

เส้นทางชีวิตของ “ดร.ทรรศนะ” มุ่งสู่ถนนสายการเงินตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงด็อกเตอร์ หลังจากนั้นก็ยังได้ไปทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกับบริษัทเอกชน ณ สิงคโปร์ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประสบการณ์ทำให้เขาเรียนรู้ว่า “คน” สำคัญอย่างไร

โดยปกติ “ดร.ทรรศนะ” เป็นคนที่ชอบคิด ชอบฝัน ชอบหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งในช่วงเรียนปริญญาเอกได้เน้นไปทางด้านการพัฒนากลยุทธ์ เพราะเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกบริษัทต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดเวลา

พอมาเป็นอาจารย์สอน หนังสือก็ได้รับเชิญไปพูดที่โน่นที่นี่ตลอดเวลาก็รู้สึกชอบ เพราะคำว่า “ครู” มันกว้างมาก ไม่ได้สอนแค่เด็กนักเรียนอย่างเดียว อาจจะสอนในบริษัทต่างๆ ด้วย ก็เลยคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเป็นผู้ให้ก็ดีเหมือนกัน

และความรู้สึกจะยิ่งดีมากขึ้น เมื่อเห็นลูกศิษย์ เห็นคนที่เข้าร่วมฟังสัมมนาประสบความสำเร็จ เพราะนั่นคือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้รู้ว่าเราเดินมาถูกทาง เป็นเสมือน KPI ชี้วัดความสำเร็จในการทำงานของเรา

“วันนี้บริษัทลงทุนซื้อ เทคโนโลยีใหม่มา อีก 6 เดือนบริษัทคู่แข่งก็มีเท่าคุณ แต่สิ่งที่สามารถพัฒนาได้มากเกินกว่าความคาดหวัง แล้วไม่ได้ลงทุนมากมายคือทุนมนุษย์”

และนี่คือเหตุผลที่ “ดร.ทรรศนะ” หันมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนพบว่าสมองของคนจะจำตัวอย่างไม่จำทฤษฎี ฉะนั้นทุกครั้งที่เปิดเวทีถ่ายทอดความรู้ หรือสอนนักศึกษาในห้อง เขาจึงเลือกที่จะให้ทุกคนคิดตาม

“การยิงตัวอย่างเยอะๆ ผู้ฟังจะคิดตาม แล้วไม่เครียด พอไม่เครียดสมองก็เปิดรับได้เต็มที่ ทุกคนในห้องจะสนุกและพัฒนาไปพร้อมกัน”

แม้ชีวิตจะเจออะไรมามากมาย แต่ นักวิชาการหนุ่มคนนี้ก็เป็นอีกคนที่เชื่อทฤษฎีเรื่องการมองบวก เขามองว่าวิธีคิดเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องฝึกตั้งแต่วันนี้ ถ้าทุกคนลองมองโลกอีกแบบหนึ่ง โลกก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วทุกคนจะสามารถเดินต่อไปถึงเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงกลยุทธ์ คิดเป็นระบบได้ในที่สุด

แต่ถ้าเมื่อใดที่คิดแต่ลบ จะเหมือนรถยนต์ที่ยูเทิร์นกลับตลอดเวลา ตรงนี้ก็ไม่ใช่ ตรงนั้นก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นของทุนมนุษย์หลายอย่างจึงเริ่มมาจากการคิดบวก เป็นการคิดเชิงสร้างสรรค์ เน้นที่ not thinking negative

การคิดลบเหมือนการเอาขยะมาใส่ในใจ แล้วคนที่ไม่ดีที่สุดคือตัวเราเอง พอคิดลบทุกอย่างก็ไม่ดีไปหมด การทำงานก็แย่ลง แรงต่อต้านก็มีมากขึ้น ถ้าในองค์กรมีคนลักษณะนี้อยู่เยอะองค์กรก็แย่

วิธีคิดอีกเรื่องหนึ่ง ที่ “ดร.ทรรศนะ” เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยน นั่นคือ การที่คนเราใช้เวลาทั้งชีวิตแก้จุดอ่อน แต่ใช้เวลาน้อยมากในการพัฒนาจุดแข็ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าการไล่ปิดจุดอ่อนทำดีแค่ไหนก็แค่เสมอตัว แต่เมื่อถามแต่ละคนว่ามีจุดแข็งอะไร ทุกคนตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร นั่นคือคุณลืมทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ดีที่สุด

ทุกคนมักเชื่อว่า ทีมที่ดีคือการที่ทุกคนพยายามช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งจริงๆ แล้วผิด ทีมที่ดีคือการหยิบข้อดีของแต่ละคนมาช่วยเหลือกัน เพราะฉะนั้นการหาจุดแข็งเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจของการพัฒนา HR ในยุคปัจจุบัน

แต่ทว่าองค์กรต่างๆ ก็ยังอยู่ในวังวนของการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการแก้จุดอ่อนของพนักงาน แทนที่จะไปพัฒนาจุดแข็งของพนักงานแต่ละคน ทุกองค์กรมักจะมองว่าวันนี้บุคลากรเขาขาดอะไร ขาดทักษะด้านไหนก็เติมเต็ม แต่ไม่ได้ดึงสิ่งที่เขาเก่งอยู่แล้วให้เก่งขึ้นไปอีก

และนี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเทิร์น โอเวอร์ในหลายองค์กรสูง เพราะเมื่อใดที่พนักงานไม่ได้ใช้จุดที่เขาเก่งที่สุดในองค์กร เขาก็ไป องค์กรจะสูญเสียคนเก่ง เพราะสิ่งที่จะดึงคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเงินแล้ว แต่เป็นเรื่องของการได้ใช้ความสามารถที่เขามี ให้เขาได้มีความสุขกับการทำงาน

และนี่คือที่มาของคำว่า Put the right man on the right job.

สัญญาณอย่างหนึ่งที่จะบอกว่าคนคนนั้นมีจุดแข็งอะไร คือเวลาทำอะไรแล้วมี ความสุข ทำสิ่งนั้นแล้วสามารถทำได้ดี ยกตัวอย่างตัวเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แล้วสามารถอธิบายให้คนอื่นเขาฟังได้ดี ก็มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้

มีเรื่องเล่าในหนังสือเล่มหนึ่ง ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มชอบวาดรูปมาก แม้จะไม่มีโอกาสได้เรียนวาดรูป แต่เขาก็ไม่เคยลืมความฝันของตัวเอง ในช่วงที่ทำงานในฟาร์มก็ใช้ใบไม้มาขยี้ให้เป็นสีแล้วระบาย เพราะสีหายากในสมัยนั้น องุ่นใช้แทนสีม่วง ใบไม้แทนสีเขียว

พอเขา อายุ 60 ปี กิจการต่างๆ ไปได้ดี มีลูกหลานเข้ามาดูแลต่อ เขาก็ไม่ลืมพรสวรรค์ที่เขามี กลับไปใช้ชีวิตเป็นศิลปิน แล้ววันนี้เขาได้โชว์ผลงานในนิวยอร์ก 10 กว่าครั้ง เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งของคนคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์เก็บอยู่ข้างในแต่เขา ไม่ลืม แล้ววันหนึ่งเมื่อเขามีโอกาสเขาก็หยิบออกมาใช้

วันนี้ฝ่าย HR ของหลายบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่งที่ก้าวเข้ามาใน องค์กร พวกเขาแตกต่างจากคนในเจเนอเรชั่นที่เคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง เด็กยุคใหม่บางคนหาตัวเองเยอะ วิ่งไปหางานที่ตัวเองต้องการ บางคนหาตัวเองยังไม่เจอก็เปลี่ยนงานกันทุกปี ฉะนั้นทางเดียวที่องค์กรจะดึงคนเหล่านี้ไว้ได้ คือจะต้องค้นหา จุดแข็งของเขาให้เจอ แล้วพัฒนาจุดแข็งนั้น

แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้ หมายความว่าไม่ต้องเติมความรู้ให้กับพนักงาน ทักษะบางเรื่องที่จำเป็นก็ต้องมีการเทรนนิ่งหรือใส่เข้าไปตลอดเวลา เพราะความรู้ใหม่ออกมาทุกวัน

วันนี้แม้ “ดร.ทรรศนะ” เลือกที่จะเป็น “ผู้ให้” แต่สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแทบทุกครั้งที่เขาไปสอนหรือเป็นวิทยากรให้ความรู้ เขาก็อยู่ในสถานะของ “ผู้รับ” ในเวลาเดียวกัน

“เวลาที่เราพัฒนาคน อื่นกับเวลาที่พัฒนาตนเองอาจจะเป็นเวลาเดียวกัน เพราะการอ่านหนังสือคนเดียวก็สู้การอ่านหนังสือ แล้วถกเถียงกับเพื่อนไม่ได้ เพราะทุกคนจะมีแง่มุมที่แตกต่างกัน การเรียนยุคใหม่จึงต้องนำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะให้นักเรียนไปอ่านหนังสือคนละบท แล้วมาคุยกันในห้อง แต่ละคนเอาประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน เรียนรู้ร่วมกัน สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็จะเก่งเรื่อง the future of management เพราะมีทั้งเรื่องแนวคิด มุมมองที่สามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรยุคปัจจุบันได้”

นี่คือเหตุผลที่นักพัฒนากลยุทธ์คนนี้ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตนเอง

คอลัมน์ HR Young Blood โดย เอื้อมพร สิงหกาญจน์ auem@matichon.co.th

บทความอื่นๆ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย : Business School of Thailand

UTCC The Great Social Enterprise

CEO MBA ม.หอการค้าไทยสร้างสรรค์ผลงานระดับโลก

CEO MBA มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดรับสมัครถึง 28 เม.ย. 54 พร้อมรับ ipad 2

รวมหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (MBA – UTCC)

Global MBA Program ม.หอการค้าไทย Open House 12 มีนาคมนี้

สัมมนา “1Day MBA 2011″

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook