You Are Here: Home » Social & Politic, Top Article » เดวิด ลิปแมน แจงบท “EU” จากใต้ถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

เดวิด ลิปแมน แจงบท “อียู” จากใต้ถึงชายแดนไทย-กัมพูชา

EU

EU

เรียนรู้จาก ประสบการณ์ของสหภาพยุโรป หรือ “อียู” ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่องพรมแดนและเส้นเขตแดน ไปสู่การรวมตัวกันของรัฐประชาชาติ 27 รัฐ

ประสบการณ์ของ “สหภาพยุโรป” หรือ “อียู” ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่อง “พรมแดน” และ “เส้นเขตแดน” ไปสู่การรวมตัวกันของรัฐประชาชาติ 27 รัฐ กระทั่งมีอำนาจต่อรองสูงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในเวทีโลก คือ ก้าวย่างที่สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” กำลังเดินตาม

ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นระหว่างรัฐต่อรัฐในระดับทวิภาคี องค์กรอย่าง “อียู” มีบทบาทคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร

เพราะนั่นอาจนำมาใช้ประโยชน์กับการสะสางปัญหาขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ใต้ร่มธง “อาเซียน” ได้

ขณะเดียวกัน มุมมองที่มีต่อปัญหาขัดแย้งภายในรัฐเองแต่กระทบกับรัฐสมาชิกอื่นๆ อย่างเช่น ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็นับว่าน่าหยิบมาพิจารณาไม่น้อย

นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เหล่านี้อย่างน่าติดตาม

“อียูเป็นดินแดนที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา มีฝรั่งเศสและเยอรมนีที่มีปัญหาชายแดนระหว่างกันเป็นประจำ อียูพยายามแก้ไขปัญหาการเมืองผ่านเศรษฐกิจ พยายามทำให้การค้าสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้กับทุกประเทศ สร้างรายได้ สร้างการค้าร่วมกัน ฉะนั้นเมื่อมีอียู จึงไม่มีสงครามอีก” นายลิปแมน อธิบายถึงยุทธศาสตร์ของอียู

ส่วนกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น นายลิปแมน เห็นว่า เป็นปัญหาที่มีองค์กรอย่างอาเซียนดูแลอยู่ ฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ “ผมคิดว่าปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยผ่านการเจรจา เพราะการเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ควรทำสงครามต่อกัน ความเป็นจริงผู้นำของทั้งสองประเทศก็เคยทำงานร่วมกัน รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมของสองชาติ ก็มีกลไกหลายระดับ สามารถใช้พูดคุยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันได้” หัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทยระบุ

กับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 7 ปี นายลิปแมน กล่าวว่า บทบาทของอียูประการแรก คือ ติดตามปัญหา เมื่อได้ติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิดก็มองเห็นความสูญเสียที่เกิดกับชีวิตของผู้ บริสุทธิ์ จึงพยายามให้น้ำหนักตรงนี้ โดยอียูทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ซึ่งทำงานในระดับรากหญ้า เน้นที่กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเหล่านี้เป็นพันธมิตรสำคัญของอียู ที่ช่วยให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปมอบเงินสนับสนุนโครงการหลากหลายขององค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและดูแลสิ่งแวดล้อม การส่งมอบบริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน การสร้างกระบวนการปรองดองผ่านการดำเนินกิจกรรมพัฒนาชุมชน และการต่อสู้กับการกีดกันและทำให้ไม่มีความสำคัญทางสังคม” นายลิปแมนกล่าว

สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนที่อียู ให้การสนับสนุนอยู่ก็เช่น ศูนย์ทนายความมุสลิม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นต้น “งานของเราเน้นสนับสนุนให้ประชาชนกับรัฐทำงานร่วมกันได้ดี และเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ให้ผู้ถูกจับกุมมีทนายแก้ต่างในคดีได้” เขาย้ำ

ส่วนการทำงานกับระดับรากหญ้านั้น นายลิปแมน ขยายความว่า เน้นทั้งเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยอียูมีโครงการช่วยเหลือประชาชนทางด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น การทำฟาร์มกุ้ง และสนับสนุนชุมชนเครือข่ายชาวประมงขนาดเล็กของ จ.ปัตตานี

“นี่คือ ตัวอย่างขององค์กรประชาสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจากอียู โดยทางชุมชนประมงพื้นบ้านต้องการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดำรงไว้ซึ่งการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกชุมชนต้องพึ่งพิงในการดำรงชีวิต”

นายลิปแมน กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา มีทูตอียูจากประเทศต่างๆ ลงพื้นที่เป็นระยะ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยพาเดินทางลงไปสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้หลายช่วง แต่สถานที่ที่ไปเป็นสถานที่ที่ทางอียูเลือกเอง ไม่ได้ถูกพาไป หรือบางครั้งคณะทูตก็จะมากันเอง

“สิ่งที่ผมอยากฝาก ก็คือ เราอยากให้เกิดสันติภาพ สันติสุข และการปรองดองแก่คนในพื้นที่ให้มากที่สุด” เอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยกล่าวในที่สุด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

บทความที่น่าสนใจ

รัฐบาลปากีสถาน ไม่รู้ว่า บิน ลาเดน อยู่ที่นี่จริงหรือ?

ประเด็นขัดแย้งไทย-กัมพูชา

กรมส่งเสริมอุตฯวางเป้าสร้างSMEsใหม่ปีนี้ 7 พันราย

บทความอื่นๆ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook