You Are Here: Home » Inter Article, MBA Inter, Study Abroad » ตะลุยเดี่ยวไปเรียน MBA เมืองมะกัน ตอนที่ 1

เรื่องโดย PANTIPA SANSAWAT

หลังจากพากเพียรด้วยการจับปลาสองมือ (ทำงาน+อ่านหนังสือสอบ GMAT และ TOEFL) สุดท้ายก็ได้เรียนต่อ MBA ที่ New Jersey สมใจ ที่เลือกเรียนเมืองนี้ก็มีเหตุผลเดียวเท่านั้นคือพี่สาวทำงานและซื้อบ้านที่นี่ไว้ กะประหยัดค่าที่พักและอาหารการกิน (ก็ประหยัดได้เยอะจริงๆ นะ ค่าที่พักและอาหารการกินที่นี่แพงสุดๆ) หลังจากได้โบนัสปุ๊บก็บินปั๊บแบบไม่ได้วางแผนอะไรล่วงหน้า เกิดอาการลังเลว่าจะทำงานต่อหรือว่าไปเรียนดี เนื่องจากทำงานไปก็เริ่มสนุกไม่อยากลาออกจากงาน สุดท้ายก็เลือกที่จะเรียนต่อตามเป้าหมายเดิม ในเมื่อตัดสินใจไปแบบฉุกละหุกก็เลยทำให้จองตั๋วเครื่องบินช้า ราคาตั๋วแพงมากมาย ขาไปขาเดียวก็ 30,000 บาทละ (นี่ขนาดจองล่วงหน้า 10 กว่าวันนะเนี่ยะ) ดังนั้นถ้าใครมั่นใจแล้วว่าจะไปเรียนต่อแน่ๆ แนะนำให้จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าซัก 2 เดือน จะได้ราคาประหยัด มีเพื่อนเคยซื้อตั๋วไปเมกา 37,000 บาท (แบบไป-กลับ 1 ปี) ได้ตั๋ว ได้ VISA แล้วจากนั้นก็เริ่มแพคกระเป๋า อยากซื้อโน่นซื้อนี่ แต่ก็นั่นแหละ ฉุกละหุก ซื้อไม่ทัน แบบว่าอยากได้ Laptop กะกล้องถ่ายรูปก็ไม่ได้ซื้อไปด้วย (แต่รู้สึกดีมากที่ไม่ได้ซื้อมา เพราะ Laptop และกล้องถ่ายรูปที่นี่ราคาถูกกว่าเมืองไทยเยอะเลย โดยเฉพาะถ้าซื้อผ่าน  online – ซื้อ Laptop มา $650 คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 22,000 บาท แต่ถ้าเอา spec นี้ซื้อที่เมืองไทย ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทแน่ๆ เสียอย่างเดียวปุ่ม Keyboard ไม่มีภาษาไทย โชคดีพก sticker ภาษาไทยมาด้วย เลยไม่ลำบาก เดี๋ยวคุยกับคนที่บ้านไม่ได้อารมณ์)

การเดินทางไปเมกาคนเดียวก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกสำหรับผู้หญิงบอบบางอย่างเรา แถมยังต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ Narita อีก ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวล กลัวเดินเข้าช่องผิด ก็บ้านนอกเข้ากรุงอ่ะ ไม่เคยเดินทางไกลขนาดนี้คนเดียวมาก่อน อย่างมากก็เชียงใหม่ นี่มันเมกา คนละซีกโลกเลยนะ แต่แนะนำสำหรับคนที่ต้องเดินทางคนเดียวซื้อตั๋วการบินไทยเหอะ ถึงจะแพงไปหน่อยแต่ก็อุ่นใจ อาหารบนเครื่องก็ถูกปากกว่าเยอะ แต่พอต่อเครื่องที่ Narita ก็เปลี่ยนสายการเป็น Continental ลงจากเครื่องปุ๊บก็ต้องรีบวิ่งไปหา gate เพื่อต่อเครื่องไปลง Newark มีเวลาชั่วโมงครึ่ง ตอนแรกิดว่าว่าน่าจะทัน ที่ไหนได้ วิ่งสุดฤทธิ์เพราะ gate อยู่ไกลกันมาก (ดังนั้น ถ้าจะต่อเครื่องควรเผื่อเวลาไว้ 2-3 ชั่วโมง จะได้ชิวๆ และยืดเส้นยืดสายด้วยการเดิน shopping นั่งบนเครื่องนานๆ ตะคริวจะกินเอา) หลังจากที่วิ่งจนหอบก็ดิ่งไปดูที่หน้าจอว่า gate หมายเลขอะไร เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง เครื่องที่จะต่อดัน Delay 4 ชั่วโมง เนื่องจากติดพายุหิมะ ฮืม!! จะวิ่งให้เหนื่อยทำไมเนี่ยะ แถมกระเป๋าที่ Carry ขึ้นเครื่องก็แสนจะหนัก (แนะนำให้เอากระเป๋าที่จะ carry ขึ้นเครื่องเป็นแบบล้อลาก เพราะเดินไกลหลายกิโลทีเดียว) หลังจากไปติดต่อที่ Counter สายการบิน continental เค้าก็ให้คูปองกินข้าวระหว่างรอมา 1,000 Yen หลังจากเดินสำรวจร้านค้าแล้ว อาหารแต่ละจานก็ขั้นต่ำ 1,500 Yen อ่ะน่ะ เงิน Yen ก็ไม่มี จะโทรบอกคนที่เมกาว่าเครื่อง Delay ก็ไม่มีเหรียญ บัตรเครดิตก็ใช้ไม่ได้ มือถือก็ไม่ใช่แบบ 3G โทรไม่ได้อีก หิวก็หิว โชคดีเจอคนสิงคโปร์พูดไทยได้ รอต่อเครื่องลำเดียวกันด้วย เดินเข้ามาทัก เพราะเห็น Passport เราเป็นคนไทย เลยชวนกินข้าว หิวตาลายเลยตอบตกลงอยากมีเพื่อนด้วยแหละ ตั้ง 4 ชั่วโมง มีเพื่อนคุยจะได้ไม่เบื่อ พอกินเสร็จเค้าบอกว่า คูปองที่ได้มาอ่ะ ถ้าไม่พอเพิ่มเงินโดยใช้เงิน Dollar ได้นะ อ๊าว!! ทำไมไม่บอกแต่แรก(วะ) แต่ไม่เป็นไรเค้าใจดี เป็นมิตร แถมพูดไทยได้ คบไว้ไม่เสียหลาย แถมพอจะขึ้นเครื่องยังขอเปลี่ยนที่นั่งมานั่งด้วยกันอีก ก็ดีจะได้ไม่เหงา อาหารบนเครื่องขอบอกว่ากินไม่ลงจริงๆ นี่มันอะไรกันเนี่ยะ กินกันเข้าไปได้ไง ยิ่งเป็นคนกินอะไรยากๆ อยู่ รู้งี้หยิบน้ำพริกติดมือขึ้นเครื่องมาด้วยดีกว่า แถมแอร์สายการบินนี้ก็บริการไม่ค่อยดี การบินไทยดีกว่าเยอะ ไม่ไหวๆ นอนดีกว่า

หลังจากหลังขดหลังแข็งนั่งมาได้หลายชั่วโมง ก็ถึงเวลากรอกเอกสารเข้าเมือง อืม! กรอกไรมั่งหว่า โชคดีอีกละ คนสิงคโปร์ช่วยไว้อีกตามเคย เอกสารสำหรับนักเรียน VISA F-1 จะต้องกรอกเอกสาร 2 ชุด คือ I-94 ซึ่งต้องเย็บติดกับ Passport อย่าให้หาย เอกสารอีกชุดเป็นเอกสารที่ Declare ว่าเราเอาอะไรมาจากเมืองไทยบ้าง ซึ่งที่นี่เค้าห้ามเอาอะไรที่เกี่ยวกับหมูหรือเนื้อเข้ามา ใครจะไปรู้อ่ะ คนที่บ้านเอาหมูหยองใส่มาให้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่บอกเค้าว่ามีแต่ผัก ผลไม้แห้ง พริกป่น ก็เลยรอดตัว พี่สาวบอกว่าถ้าเค้าสุ่มตรวจเจอจะโดนปรับหลายตังค์ โชคดีไป

พอออกมาจาก counter ตรวจคนเข้าเมืองมาได้ ก็ถึงเวลารอรับกระเป๋า ก็เลยไปหยิบรถเข็นมาขนกระเป๋า ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก สุดท้ายเดินไปอ่านป้าย ต้องเสียตังค์นี่หว่า อายมั๊ยเนี่ยะ จำไม่ได้ว่ากี่เหรียญแต่ที่แน่ๆ พกแต่แบงค์ใหญ่ๆ มาอ่ะ ทำไงดี ขอแลกตังค์ใครก็ไม่ได้ เหลียวไปเหลียวมา อีกแล้วครับท่าน คนสิงคโปร์ออกตังค์ค่ารถเข็นให้อีกแล้ว (สำหรับคนที่จะมา แนะนำให้พกแบงค์เล็กๆ  พวกแบงค์ $1 ไว้หน่อยจะดีมาก) พอเดินออกไปพบพี่สาวก็เลยขอตังค์มาคืนหนุ่มสิงคโปร์คนนั้น ใจดีจริงๆ แถมกลัวพี่สาวด่าที่ไม่โทรมาบอกว่าเครื่อง Delay แต่พี่สาวบอกว่าที่นี่อาการแปรปรวน ต้องเช็คสายการบินตลอดว่าจะ Delay รึเปล่า สรุปว่าเค้าไม่ได้มารอนาน เพราะเช็คเวลา online ก่อนออกจากบ้าน รอดตัวไป กว่าจะถึงเมืองมะกันก็วุ่นวายหลายเรื่องทีเดียว แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนึกถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นเมื่อไหร่ขำตลอด (แต่ตอนนั้นขำไม่ออก) และเอาไว้เล่าให้เพื่อนๆฟังจะได้ไม่พลาดพลั้งและปล่อยไก่เหมือนเราไง ใครมีประสบการณ์อื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่เตรียมตัวเดินทางก็เล่าสู่กันฟังได้นะคะ
ติดตามตอนที่ 2 ต่อ เร็วๆนี้

 

Tags:

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook