You Are Here: Home » Programs Update » MBA การแพทย์ Trend สุขภาพต้อนรับ Medical Hub

หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ หลักสูตร MBA Hospital & Health Care Management

ดูข้อมูลหลักสูตร mba สุขภาพ ได้ที่นี่
ความสำเร็จของการทำงานร่วมกันระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการจัดทำหลักสูตร บริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสาขาการจัดการ โรงพยาบาลและสุขภาพ (MBA in Hospital and Health Care Management) ซึ่งจะเปิดทำการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษา 2552 ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

         ถือเป็นหลักสูตรแรกในไทย ที่นำเอาศาสตร์ทางด้านบริหารจัดการธุรกิจมาผนวกรวมกับศาสตร์ทางการแพทย์เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจสุขภาพที่กำลังเติบโตในไทย โดยเฉพาะในปี 2551 นี้คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากชาว ต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในประเทศไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท นั่นยังไม่รวมมูลค่าในธุรกิจสปาและนวดไทยที่มีการสร้างรวมถึง 12,800 ล้านบาท

ปัจจัยนี้เองที่ทำให้ ศ.น.พ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่า “หลักสูตรนี้จะสร้างบุคลากรเข้ามาบริหารการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของประเทศ”

แก้ “คน” ขาด

ที่ผ่านมาการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมนี้มาพร้อมกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลและธุรกิจสุขภาพ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีความสำคัญ

อย่างที่ ผศ.ดร.ธนวรรณ แสงสุวรรณ ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชย ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ในธุรกิจโรงพยาบาลมีการบริหารเหมือนกับบริษัททั่วไป ที่ต้องมีการบริหารทั้งบุคคล การเงิน ที่การทำงานให้มีประสิทธิภาพย่อมต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี หลักสูตรนี้ก็เหมือนเป็นทางลัดที่บอกว่าการบริหารโรงพยาบาลต้องมีความระมัดระวัง อย่างโรงพยาบาลรัฐ คนต้องรอคิวนาน การบริหารจัดการจะมาช่วยตรงนี้ได้ เมื่อการดูแลคนไข้ทั่วถึงประสิทธิภาพการรักษาก็ดีขึ้น ถ้าการบริหารจัดการเป็นไปได้ดี บริหารเป็นบวกกับความสามารถที่มีอยู่ ผลดีก็จะส่งผลถึงประชาชน”

นักบริหารจัดการในธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพวันนี้ ไม่เพียงเป็นความต้องการในระดับองค์กร แต่รวมไปถึงความต้องการของประเทศ ซึ่งต้องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพในเอเชีย” (medical hub) ในเวลา 5 ปี นับจากนี้

เอื้อยุทธศาสตร์ “เมดิคอลฮับ”

น.พ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมธุรกิจบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “ปัญหาสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คือเรื่องบุคลากรที่มีความขาดแคลน หลายประเทศต้องการ ส่งแพทย์เข้ามาดูแลคนของเขาเอง ซึ่งเราไม่ต้องการเพราะเราก็มีแพทย์ที่มีความสามารถ ดังนั้นในด้านการตลาดต้องเร่งพัฒนาเครือข่ายให้ทำงานเชื่อมโยงกันเพื่อให้สามารถแบ่งปันบุคลากร ความรู้และเครื่องมือแพทย์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการรักษามากขึ้น ในขณะที่แพ็กเกจต้องมีการพ่วงการท่องเที่ยวและที่พักอาศัย ตรงนี้ต้องมีคนของภาครัฐต้องเข้ามาบริหารจัดการ การมีหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสาขาการจัดการโรงพยาบาลและสุขภาพขึ้นมาก็จะเท่ากับการรองรับยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้ที่จบการศึกษาจากหลักสูตรนี้ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการในอนาคต”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการเติบโตของบุคลากรที่มีความรู้ในด้านการบริหารจัดการในธุรกิจโรงพยาบาลและการแพทย์จะยังคงเป็นโอกาส แต่ในเวลาเดียวกันถ้าดูระบบการทำงานในธุรกิจโรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังคงยึดติดอยู่กับระบบอาวุโส การนับถือรุ่นพี่รุ่นน้องและคนที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นแพทย์ ทัศนคติเช่นนี้อาจจะยังเป็นอุปสรรคของคนที่ไม่ได้อยู่ในสายแพทย์ที่แม้จะมีองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลจะก้าวมาเป็นผู้บริหาร

เรื่องนี้ ผศ.ดร.ธนวรรณอธิบายว่า “เท่าที่ผ่านมาเราเห็นว่าแพทย์จะขึ้นเป็นผู้อำนวยการ เพราะระบบของคนไทยที่ให้ความ นับ ถือระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เรื่องความมีบารมี แต่ในตอนหลังก็จะเห็นว่ามีผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นแพทย์ก็มีและทำได้ดี”

ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตทัศนคติที่มีจึงน่าจะเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคลากรในสายการแพทย์หรือไม่ จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องเส้นทางการเติบโตของผู้ที่จะก้าวสู่เส้นทางบริหารในธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ

เจาะหลักสูตรเอ็มบีเอสุขภาพ

สำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนของ สาขาบริหารจัดการธุรกิจโรงพยาบาลและสุขภาพ ในปีแรกจะเป็นการปูพื้นฐานทางด้านบริหารธุรกิจ เช่น การจัดการ การเงิน การตลาด เทคนิคและเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการตัดสินใจ เมื่อขึ้นปีที่ 2 จะมีรายวิชาให้เลือกตามความถนัด อย่างการบริหารโรงพยาบาล การบริหารบุคลากรในระบบสาธารณสุข การประเมินคุณภาพโรงพยาบาลและความเสี่ยง เศรษฐศาสตร์คลินิก ฯลฯ และมีการศึกษาดูงาน ทำกรณีศึกษา โดยในเทอมสุดท้าย นักศึกษาจะต้องหยิบยกปัญหาด้านการจัดการโรงพยาบาลมาทำเป็นกรณีศึกษาก่อนจบการศึกษา

โดยในปีการศึกษาแรกมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่บุคลากรในสายสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่ในธุรกิจสุขภาพหรือคลินิก อย่างไรก็ตาม หลักสูตรนี้ก็ไม่ได้ปิดประตูตายสำหรับคนในสาขาอาชีพอื่นๆ โดยจะเปิดรับหลักสูตรแรกทั้งหมด 50 คน

อย่างไรก็ตาม การเปิดหลักสูตรนี้จึงเป็นเพียงจุดเล็กๆ ของการแก้ปัญหาเพียงส่วนเดียว แต่การก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพจริงได้นั้น ยังเผชิญหน้ากับปัญหาอื่นๆ อีกมาก ที่มีตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างการวิจัยทางการแพทย์ที่ยังเป็นแค่เชิงความรู้ที่ยังนำไปใช้เป็นนวัตกรรมไม่ได้ ไปจนกระทั่งเรื่องเล็กๆ อย่างปัญหาด้านภาษาที่แพทย์ไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ ฯลฯ

ศาสตราภิชาน น.พ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานกรรมการบริษัท แพนราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ยังมีอีกหลายเรื่องที่สถาบันการศึกษาจะช่วยส่งเสริมในธุรกิจนี้ เช่นการเปิดหลักสูตรลักษณะนี้ในรูปแบบนานาชาติ”

นับจากวินาทีนี้จึงพอจะคาดเดาได้ว่า อาจจะมีโอกาสเห็นหลักสูตรซึ่งเป็นสีสันใหม่ๆ ที่ออกมาประชันกันและเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมนี้

ดูข้อมูลหลักสูตร mba สุขภาพ ได้ที่นี่

หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ

Leave a Reply

© 2011 Copyright MBA News Thailand. All Rights Reserved.
  • Twitter
  • Facebook